วันพุธที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2559

การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ



การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ

โดย
                                           นายวัชรพงศ์  วงเสน่ห์                          เลขที่13
                                           นางสาวอำภา  พิมภา                 เลขที่ 19
                                           นางสาวนุชศราภรณ์  โทมี        เลขที่41
                                           นางสาวพัชรนิดา  อุปสาร         เลขที่42
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5/5

โรงเรียนยโสธรพิทยาคม
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 28
รายงานฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาค้นคว้ารายวิชา i30202
การสื่อสารและการนำเสนอ (Communication and Presentation)
ประจำภาคเรียนที่  1  ปีการศึกษา  2559
ลิขสิทธิ์เป็นของโรงเรียนยโสธรพิทยาคม
สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 28

ครูที่ปรึกษา 
นายสุทธิ   วงษ์ไกร

ชื่อเรื่อง  การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ
ผู้ค้นคว้าอิสระ  นายวัชรพงศ์  วงเสน่ห์        เลขที่13
                         นางสาวอำภา  พิมภา              เลขที่ 19
                         นางสาวนุชศราภรณ์  โทมี      เลขที่41
                         นางสาวพัชรนิดา  อุปสาร       เลขที่42
                         ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  5/5

อาจารย์ผู้ควบคุมการค้นคว้าอิสระ  นายสุทธิ   วงษ์ไกร
ปีการศึกษา 2559      

บทคัดย่อ
การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์
1.             เพื่อศึกษาการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ
2.             เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ที่สนใจในเรื่องของผ้าไหมไทย
3.             เพื่อศึกษาคู่แข่งทางการค้าของการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ

ผลการศึกษาพบว่า  การจัดทำรายงาน เรื่อง การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ  สามารถสรุปได้ ดังนี้
                                จากการศึกษาการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ ผ้าไหมไทยเป็นที่คนไทยทุกคนนั้นรู้จักเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาติไทย การนำไหมไทยมาเป็นมาส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งเป็นการส่งเสริมและการพัฒนาอาชีพและเป็นการสร้างรายได้ในแก่คนในชุมชน เมื่อไทยมีการส่งเสริมการทอผ้าไหมไทยออกจำหน่ายสู้ต่างประเทศ ถือว่าเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับตลาดทางการค้าของประเทศไทยให้มีความเจริญและความมั่นคงมากขึ้น และแหล่งการทอผ้าไหมไทยยังเป็นศูนย์การเรียนรู้การอนุรักษ์ สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ที่สนใจในเรื่องของผ้าไหมไทย และในการทำธุรกิจก็ย่อมต้องมาการศึกษาในเรื่องของคู่แข่งทางการค้าของการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญที่ต้องศึกษาก่อนการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้มีความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด และในทางตรงกันข้ามเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การลงทุนทางธุรกิจมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสมตามเป้าหมาย ถือว่าเป็นหลักประกันถึงความสำเร็จ

กิตติกรรมประกาศ

                   รายงาน เรื่อง การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ
ฉบับนี้ ได้รับการสนับสนุนจาก คุณ นายสุทธิ   วงษ์ไกร  ครูที่ปรึกษา ที่ได้คำแนะนำ และคอยช่วยเหลือในการจัดทำรายงานจนสำเร็จลุล่วง และขอขอบคุณคณะครูทุกท่าน ที่ให้ความช่วยเหลือและคำแนะนำที่เป็นประโยชน์
                   ขอขอบพระคุณบิดามารดาของคณะผู้จัดทำ ที่ให้การสนับสนุนในการศึกษาเล่าเรียน และคอยเป็นกำลังใจที่ให้เสมอมา

                                                                                                                                                      


   คณะผู้จัดทำ

กลุ่มที่ 3

  

สารบัญ

                                                                                                                                                                    หน้า

บทที่  1  บทนำ                                                                                                                                              1
          แนวคิด ที่มาและความสำคัญ                                                                                                             1-2
          วัตถุประสงค์                                                                                                                                       3
          นิยามศัพท์เฉพาะ                                                                                                                                 3
          ผลที่คาดว่าจะได้รับ                                                                                                                            4

บทที่  2  เอกสาร/งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง   
              เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง                                                                                                              5-6 นโยบายการค้าระหว่างประเทศ                                                                                                    6-12 
            โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์                                                                                               12-21
                บทบาทการค้าระหว่างประเทศ                                                                                                  22-24
                กลยุทธ์การตลาดเพื่อการส่งออก                                                                                                25-28
                งานวิจัยในต่างประเทศ                                                                                                                28-34
บทที่  3  วิธีดำเนินการ                                                                                                                                           
               ตั้งประเด็นศึกษา                                                                                                                            35
              ที่มาของแหล่งข้อมูล                                                                                                                       35
              รวบรวม/เก็บข้อมูล                                                                                                                         36
บทที่  4  ผลการดำเนินการ   
              ผลการดำเนินการ                                                                                                                         37-48

บทที่  5  สรุปผล อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ   
           สรุปผล                                                                                                                                              49    
           อภิปรายผล                                                                                                                                        50
           ข้อเสนอแนะ                                                                                                                                     50
บรรณานุกรม                                                                                                                                               51


บทที่  1
บทนำ

แนวคิดที่มาและความสำคัญ
เนื่องจากปัจจุบัน ผ้าไหมไทย ได้ชื่อว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมอันล้ำค่าและเป็นเอกลักษณ์ของคนไทย ที่มีการถ่ายทอดจากบรรพบุรุษสู่สังคมในยุคปัจจุบัน ซึ่งในอดีตนั้นผ้าไหมเป็นที่รู้จักกันในวงแคบ ๆ ของชุมชนที่ผลิตและใช้กันเองเฉพาะในแต่ละกลุ่ม ไม่ได้ขยายออกสู่สังคมอันกว้างไกล สมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ทรงมีวิสัยทัศน์อันยาวไกลได้ทรงนำผ้าไหมไทยออกสู่ตลาดโลก พระองค์ทรงเป็นผู้นำในการแต่งกายชุดไหมไทยพระราชนิยม ในคราวตามเสด็จฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาและยุโรป และตามพระราชวโรกาสต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศ ทำให้ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลายไปทั่วโลก ถือเป็นการขยายตลาดผ้าไหมไทยสู่สากลครั้งยิ่งใหญ่ ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์ผ้าไหมไทยเป็นที่รู้จักและเป็นสินค้าที่นำชื่อเสียงมาสู่ประเทศไทยเป็นอย่างมาก การทอผ้าไหมจึงเป็นการสร้างรายได้ให้แก่คนในชนบท อุตสาหกรรมผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยนับเป็นอุตสาหกรรมภายในครัวเรือนที่ใช้แรงงานคนเกือบทุกขั้นตอนนับตั้งแต่การปลูกหม่อนเลี้ยงไหมจนถึงการทอเป็นผ้าไหม ซึ่งนอกจากจะเหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีแรงงานเป็นจำนวนมาก และก่อให้เกิดการสร้างงานและกระจายรายได้สู่ชนบทเพิ่มมากขึ้นตามลำดับแล้ว ยังส่งผลให้สินค้ากลุ่มนี้ของไทยกลายเป็นงานฝีมือที่อาศัยศิลปะในการผลิตที่ไม่เพียงจะได้รับความนิยมเฉพาะการบริโภคภายในเท่านั้น แต่ยังได้รับความสนใจและการยอมรับจากชาวต่างประเทศเพิ่มขึ้นตามลำดับด้วย ทั้งในด้านความงดงามของสีสันและลวดลาย รวมถึงฝีมือการทอผ้าของคนไทยที่ได้รับการถ่ายทอดจากรุ่นบรรพบุรุษมาจนถึงรุ่นปัจจุบัน จนกระทั่งกลายเป็นสินค้าส่งออกที่มีบทบาทเพิ่มมากขึ้นตามลำดับ จากมูลค่าการส่งออก 734.2 ล้านบาทในปี 2545 เพิ่มขึ้นเป็นมูลค่า 880.8 ล้านบาทในปี 2548 ขณะที่ในช่วง 4 เดือนแรก ปี 2549 ไทยสามารถส่งออกสินค้ากลุ่มดังกล่าวคิดเป็นมูลค่า 314.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14.27 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน ซึ่งส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลพวงจากการประชาสัมพันธ์อย่างเป็นรูปธรรมมากขึ้นเพื่อให้สินค้ากลุ่มนี้ของไทยเป็นที่รู้จักในวงกว้าง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในวโรกาสงานพระราชพิธีฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ในเดือนมิถุนายน 2549 ที่จะมีการทอผ้าไหมยกทองเพื่อมอบเป็นของที่ระลึกให้แก่พระราชอาคันตุกะจากหลายประเทศทั่วโลกที่เข้าร่วมพิธีดังกล่าว ก็น่าจะส่งผลกระตุ้นให้สินค้าผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ของไทยกลายเป็นสินค้าที่รู้จักในวงกว้างมากยิ่งขึ้นอีก ซึ่งศูนย์วิจัยกสิกรไทยคาดว่ามูลค่าการส่งออกของสินค้ากลุ่มนี้ในปี 2549 น่าจะเติบโตต่อเนื่องด้วยระดับการเติบโตประมาณร้อยละ 13-15 หรือคิดเป็นมูลค่าการส่งออกใกล้เคียง 1,000 ล้านบาท
                ผ้าไหมและภูมิปัญญาด้านหม่อนไหมนับเป็นเอกลักษณ์ทางวัฒนธรรมและภูมิปัญญาของประเทศและ เป็นมรดกทางวัฒนธรรมของชาติที่ต้องมีการอนุรักษ์และสืบสาน ภูมิปัญญาการทอผ้าไหมของแต่ละภูมิภาคแต่ละท้องถิ่นถือเป็นภูมิปัญญาที่มีคุณค่าและมีเอกลักษณ์ แสดงออกถึงมรดกทางวัฒนธรรมประเพณีและวิถีชีวิตของคนไทยที่มีความเจริญรุ่งเรืองตั้งแต่ครั้งในอดีตการทอ ผ้าไหมแต่ดั้งเดิมนิยมทอไว้ใช้ในครัวเรือนต่อมาได้มีการพัฒนารูปแบบการผลิตไปในเชิงการค้ามากขึ้นทำให้เกิด การปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ที่ขาดการพัฒนาเพื่อยังคงไว้ซึ่งรูปลักษณ์และการสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น กรมหม่อนไหมเป็นหน่วยงานหนึ่งที่มีบทบาทภารกิจในการดำเนินการเกี่ยวกับการอนุรักษ์และสืบสาน เอกลักษณ์ไหมไทยทั้งระบบและพิพิธภัณฑ์การเรียนรู้ด้านหม่อนไหมดังนั้นการอนุรักษ์ผ้าไหมภูมิปัญญาหม่อน ไหมและการสืบสานจึงนับว่าเป็นภารกิจที่มีความสำคัญอย่างหนึ่งที่ถือเป็นการดูแลรักษาสมบัติของชาติรวมถึง เป็นส่วนหนึ่งที่แสดงออกถึงการสนองพระราชดำริสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถด้านการพัฒนา หม่อนไหมของไทยจึงได้จัดทำโครงการศูนย์อนุรักษ์ผ้าไหมภูมิปัญญาหม่อนไหมและพัฒนาลวดลายผ้าไหมเพื่อ อนุรักษ์ผ้าไหมภูมิปัญญาหม่อนไหมและพัฒนาการผลิตผ้าไหมโดยการสอดแทรกวัฒนธรรมองค์ความรู้และภูมิ ปัญญาในท้องถิ่นที่เป็นเอกลักษณ์และจุดเด่นเพื่อให้ผ้าไหมตอบสนองต่อตลาดผู้บริโภคได้อย่างกว้างขวางมาก ขึ้นจะเป็นการจรรโลงรักษาภูมิปัญญาและผ้าไหมไทยให้สามารถเพิ่มมูลค่าและคงอยู่ได้อย่างยั่งยืนในตลาด
                ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตไหมไทยและผลิตภัณฑ์ไหมไทยที่มีคุณภาพและมีชื่อเสียงมากแห่งหนึ่งของโลก มีแรงงานในอุตสาหกรรมจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานในชนบท ผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ผ้าไหมของไทย เป็นเอกลักษณ์ไทยที่ได้รับการกล่าวขวัญมานานแล้วในด้านความงดงามของสีสัน และลวดลาย รวมถึงฝีมือการทอผ้าของคนไทยที่ได้รับการถ่ายทอดมาจนถึงปัจจุบันซึ่งผ้าไหมและผลิตภัณฑ์ไหมของไทยนั้น ต่างได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายทั้งจากชาวไทยและชาวต่างประเทศ ไหมไทยเป็นสินค้าหัตถกรรมที่มีขั้นตอนการผลิตที่ใช้แรงงานคนไทยเป็นหลัก ซึ่งเหมาะสมกับโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีแรงงานเป็นจำนวนมาก กล่าวคือ อุตสาหกรรมการผลิตไหมไทยสามารถสร้างงานให้กับชาวบ้าน และเป็นการเพิ่มรายได้ให้แรงงานในชนบทด้วย ในปัจจุบันคนไทยให้ความสำคัญกับภูมิปัญญาของชาวบ้านมากขึ้น หันมาบริโภคสินค้าไทย นิยมแต่งกายด้วยผ้าไทย ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้าทอมือ โดยเฉพาะผ้าไหมไทยซึ่งเป็นผ้าทอพื้นเมืองที่ทอขึ้นมาจากเส้นไหมอันเป็นเส้นใยจากธรรมชาติ มีเทคนิคการทอลวดลายที่มีความสวยงาม เป็นเอกลักษณ์ของท้องถิ่นต่าง ๆ มีเสน่ห์ในตัวเอง เป็นการสร้างสีสันให้กับงานฝีมือของไทย
                สภาพปัญหาดังกล่าว  ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจที่จะศึกษา เรื่องการส่งออกผู้ไหมไทยสู่ต่างประเทศ เพื่อนำเอาข้อมูลไปทำการศึกษาค้นคว้าอันจะส่งผลให้เป็นประโยชน์ของการศึกษาของคนที่สนใจจะศึกษารุ่นต่อไป

  
วัตถุประสงค์    
                รายงาน เรื่อง การงส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาค้นคว้า ดังนี้
1. เพื่อศึกษาการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ
2.เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ที่สนใจในเรื่องของผ้าไหมไทย
3เพื่อศึกษาคู่แข่งทางการค้าของการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ

นิยามศัพท์เฉพาะ
1.              ผ้าไหมพื้น เป็นผ้าไหมที่ทอลายขัดโดยใช่เส้นยืนและเส้นพุ่งธรรมดาสีเดียวตลอดทั้งผืน หรืออาจใช้เส้นยืนและเส้นพุ่งต่างสีกัน ซึ่งทำให้ได้สีที่งดงามอีกแบบหนึ่ง
2.              ผ้าไหมจก เป็นการทอผ้าที่เพิ่มลวดลายโดยเพิ่มเส้นพุ่งพิเศษเข้าไปเป็นช่วงๆ สลับสีสันลวดลายต่างๆ กันลักษณะผ้าจะมีสีสันและลวดลายคล้ายกับการปักลางลงบนผืนผ้า
3.              ผ้าไหมมัดหมี่ เป็นผ้าไหมที่ทำให้เกิดลวดลายด้วยวิธีการมัดเส้นไหมให้เป็นลวดลายที่เส้นพุ่งหรือเส้นยืน หรือทั้งสองเส้น แล้วนำไปย้อมสีทีละชั้นตอนตามลวดลายที่มัดไว้เพื่อให้ได้สีและลวดลายตามความต้องการ แล้วจึงนำเส้นไหมที่มัด
4.              ดมาทอให้ผืนผ้าเกิดลวดลายตามที่มัดไว้ แหล่งผลิตส่วนใหญ่อยู่ในภาคอีสาน เช่น ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา บุรีรัมย์ และร้อยเอ็ด
5.              ผ้าไหมขิด เป็นผ้าไหมแบบทอยกลายในตัวเรียกว่า "เก็บขิด" เป็นการยกเส้นยืนแต่ละแถว ให้เส้นพุ่งพิเศษสอดผ่านจากริมผ้าด้านหนึ่งไปสู่ริมผ้าอีกด้านหนึ่งเกิดเป็นลวดลายขิด ผ้าทอลายขิด สังเกตดูจากลายซ้ำของเส้นพุ่งที่ขึ้นเป็นแนวสีเดียวกันตลอด เป็นที่นิยมทอทั่วไปในภาคอีสานบางจังหวัด ในภาคกลางและภาคเหนือ
6.              ผ้าไหมแพรวา เป็นผ้าทอที่มีลักษณะลวดลายผสมกันระหว่างขิดและจกบนผืนผาเดียวกัน คำว่า"แพรวา" มาจากความยาวของผ้าที่ยาวประมาณ 1 วา (2เมตร) แต่ดั้งเดิมเป็นผ้าที่ใช้ในงานพิธีต่างๆ ตามวัฒนธรรมของชาวภูไท โดยเอกลักษณ์ดั้งเดิมจะมีสีแดงเป็นพื้น ซึ่งต่อมาได้มีการดัดแปลงลักษณะของผืนผ้าและการใช้สีสันเพื่อนำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้นตามสมัยนิยม แหล่งผลิตใหญ่และมีชื่อเสียงอยู่ที่จังหวัดกาฬสินธุ์
7.              ผ้าไหมยกดอก เป็นผ้าทอที่ยกเส้นยืนเพื่อสอดเส้นพุ่งที่เป็นไหมสีอื่น เพื่อทำให้เกิดลวดลายขึ้นหรืออาจใช้ดิ้นเงินดิ้นทองก็ได้ บางแห่งหรือบางครั้งอาจเรียกว่าผ้ายกเท่านั้นการทอผ้าไหมยกดอกนิยมทอกัรมากในภาคเหนือ ที่จังหวัดลำพูน เชียงใหม่ แพร่ อุตรดิตถ์ และที่มีชื่อเสียงมากได้แก่ผ้ายกดอกลำพูน ในภาคอีสาน ที่จังหวัดสุรินทร์ และภาคใต้ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี


ผลที่คาดว่าจะได้รับ
1.             เพื่อเป็นการส่งเสริมให้ประชาชนในชุมชนมีอาชีพรายได้เสริม
2.             เพื่อเป็นส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจของตลาดโลก
3.             เพื่อเป็นการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย
4.             เพื่อเป็นการเผยแผ่วัฒนธรรมอันงดงามของชาติไทยไปสู่ต่างชาติ
5.             เป็นการอนุรักษ์วัฒนธรรมพื้นบ้านให้คงอยู่
  

บทที่  2
เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

                รายงาน เรื่อง การส่งออกผู้ไหมไทยสู่ต่างประเทศ ผู้ศึกษาได้คันคว้าเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยลำดับเนื้อหาที่เป็นสาระสำคัญดังต่อไปนี้
1.             นโยบายการค้าระหว่างประเทศ    (http://megaclever.blogspot.com/2008/07/blog-post_2687.html)
2.             แนวทางและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจระหว่างประเทศ (http://jarjar-blogib321.blogspot.com/2009/07/blog-post_17.html)
3.             โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์   (http://chamni-cdd.blogspot.com/p/otop.html)
4.             บทบาทการค้าระหว่างประเทศ (http://www.smeservicecenter.net/public/uploads/p13799222266174623939.pdf)
5.             กลยุทธ์การตลาดเพื่อการส่งออก(http://www.dollarsrich.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=539200928&Ntype=6)
6.             แนวทางและทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ  (http://wannaratw.tripod.com/tradethe.htm)
7.             สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อธุรกิจระหว่างประเทศ(http://www.teacher.ssru.ac.th/sutha_po/file.php/1/lesson2.pdf)
                2.แนวคิดและทฤษฏีที่เกี่ยวข้อง
                                2.1งานวิจัยในต่างประเทศ
- การออกแบบและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากผ้าไหมไทยสุรินทร์(https://repository.rmutp.ac.th/bitstream/handle/123456789/1022/itfd_54_30.pdf;jsessionid=21C93813325C9CD482B49E185153C618?sequence=1)
- การศึกษาพฤติกรรมการซื้อผ้าไหมของผู้บริโภค  (http://kucon.lib.ku.ac.th/Fulltext/KC5015003.pdf )
- การศึกษาวิเคราะห์ผ้ามัดหมี่อำเภอนาโพธิ์   (http://ir.swu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3764?show=full)

                                2.2การวิจัยต่างประเทศ
- ผ้าไหมไทยสู่ AEC                                                                                                                                    (http://www.thai-aec.com/607)
- อนาคตอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่ต่างประเทศ  (http://www.thaitextile.org/)
- AEC กับการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย   (http://www.thai-aec.com/741)
2.3 ผ้าทอกับวิถีชีวิตคนไทย                                                              (http://student.swu.ac.th/hm471010393/culture.htm)
-  โอกาสการส่งออกไหม                                                                                                            (http://tdri.or.th/wp-content/uploads/2012/12/A52.pdf)
3.งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง
1.              นโยบายการค้าระหว่างประเทศ
นโยบายการค้าแบบครอบคุ้ม
นโยบายการค้าแบบคุ้มกันหมายถึง นโยบายการค้าที่รัฐบาลได้ใช้มาตรการต่างๆ ได้แก่ภาษี การจำกัดปริมาณสินค้า การจำกัดทางการเงิน และมาตรการอื่นๆ เพื่อควบคุมปริมาณและมูลค่าของการค้าระหว่างประเทศ 
1.             ภาษีศุลกากรหมายถึง เงินที่รัฐเรียกเก็บจากสินค้าที่นำเข้าหรือส่งออกไปต่างประเทศ การจัดเก็บอาจเก็บตามราคาหรือตามสภาพ และระบบภาษีอาจมีได้ทั้งระบบอัตราเดียวและหลายอัตรา 
2.             วัตถุประสงค์ของภาษีศุลกากรได้แก่ การหารายได้ การคุ้มครองอุตสาหกรรมภายใน การควบคุมดุลการชำระเงิน การกระตุ้นการจ้างงาน การควบคุมการบริโภค และการส่งเสริมนโยบายทางการเมือง ผลของภาษี ได้แก่ ผลทางเศรษฐกิจทางด้านราคา ผลทางจุลภาค และมหภาค 
3.             การควบคุมทางการค้าหมายถึง การจำกัดปริมาณสินค้าสูงสุดที่อนุญาตให้นำเข้าประเทศหรือส่งออกไปต่างประเทศ ซึ่งแบ่งออกเป็น โควตาแบบทั่วไปและโควตาแบบเลือก 
4.             การควบคุมทางการเงิน ได้แก่ การควบคุมปริวรรษเงินตราต่างประเทศ การใช้อัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา และการให้ความช่วยเหลือทางด้านการเงิน 
5.             มาตรการคุ้มกันอื่นๆ ได้แก่ การค้าโดยรัฐ การทุ่มตลาด และมาตรการที่ไม่ใช่ภาษีอื่นๆ

นโยบายการค้าแบบคุ้มกันโดยใช้ภาษีศุลกากร
1.             ภาษีศุลกากรที่เก็บตามราคา หมายถึง ภาษีที่จัดเก็บโดยคิดเป็นร้อยละของมูลค่าหรือราคาสินค้าที่จะนำเข้าหรือส่งออก ส่วนภาษีที่เก็บตามสภาพ หมายถึง ภาษีที่เก็บตามหน่วยของสินค้า
2.             วัตถุประสงค์หลักและวัตถุประสงค์รอง ของการจัดเก็บภาษีศุลกากร วัตถุประสงค์หลัก ได้แก่ เพื่อหารายได้ เพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมภายใน เพื่อควบคุมดุลการชำระเงิน วัตถุประสงค์รอง ได้แก่ เพื่อกระตุ้นการจ้างงาน เพื่อกำจัดหรือลดการบริโภคและเพื่อส่งเสริมนโยบายการเมือง
3.             เมื่ออุปทานของสินค้าจากภายนอกประเทศมีความยืดหยุ่นอย่างสมบูรณ์ ถ้ารัฐบาลยกเว้นภาษีศุลกากร จำทำให้ราคาเปลี่ยนแปลงลดต่ำลง เท่ากับอัตราภาษีที่ลดลง
4.             ผลทางด้านจุลภาค ได้แก่ผลที่มีต่อการบริโภค การผลิตภายในประเทศ การนำเข้า รายได้รัฐบาล การกระจายรายได้ การแข่งขัน และการสูญเสียสวัสดิการ
นโยบายการค้าแบบคุ้มกันโดยการควบคุมทางการค้า
1.             โควตาหมายถึงการจำกัดปริมาณสินค้าสูงสุดที่อนุญาตให้นำเข้าประเทศหรือส่งออกไปต่างประเทศในระยะเวลาหนึ่ง โควตาแบ่งออกเป็น 3 ประเภทคือ โควตาแบบทั่วไป โควตาแบบเลือก และโควตาภาษีศุลกากร 
2.             อธิบายเปรียบเทียบในแง่ความเหมาะสม การมีประสิทธิภาพ ความไม่เท่าเทียมกันทางการค้า การเปิดโอกาสให้มีการแข่งขัน และรายได้ของรัฐบาล
นโยบายการค้าแบบคุ้มกันโดยการควบคุมทางการเงิน
1.             การใช้นโยบายการค้าแบบคุ้มกัน โดยใช้การจำกัดทางการเงินได้แก่ การควบคุมการปริวรรษเงินตราต่างประเทศ การใช้อัตราแลกเปลี่ยนหลายอัตรา และการให้ความช่วยเหลือทางการเงิน
2.             การควบคุมปริวรรษเงินตราต่างประเทศแบบสมบูรณ์ หมายถึง การที่ทำหน้าที่ซื้อขายเงินตราต่างประเทศแต่เพียงผู้เดียว และกำหนดให้ผู้มีหรือผู้ต้องการเงินตราต่างประเทศจากการค้าระหว่างประเทศจะต้องมาขายหรือซื้อตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ถูกกำหนดขึ้นเป็นทางการ
3.             การควบคุมปริวรรษเงินตราต่างประเทศเพียงบางส่วน จะกำหนดประเภทของสินค้าที่ถูกนำเข้าและส่งออกบางประการเท่านั้นที่สามารถแลกเปลียนเงินตราต่างประเทศในจำนวนจำกัด


นโยบายการค้าแบบคุ้มกันโดยมาตรการคุ้มกันอื่นๆ 
นอกจากมาตรการทางด้านศุลกากร การควบคุมทางการค้า และการควบคุมทางการเงิน ในปัจจุบันการให้ความคุ้มครองอุตสาหกรรมภายในประเทศยังมีมาตรการต่างๆ เช่น
(1) การค้าโดยรัฐ
(2) การทุ่มตลาด การทุ่มตลาดเพื่อขจัดคู่ต่อสู้ การทุ่มตลาดระยะสั้น การทุ่มตลาดระยะยาว การทุ่มตลาดเป็นครั้งคราว
(3) มาตรการอื่นๆที่มิใช่มาตรการทางด้านภาษี เช่นการใช้กฎระเบียบเกี่ยวกับสินค้าสุขอนามัย กฎระเบียบเกี่ยวกับมาตรฐานความปลอดภัย กฎระเบียบเกี่ยวกับพิธีการนำเข้าของหน่วยงานต่างๆของรัฐบาล
1.             การค้าโดยรัฐอาจได้หลายวิธีดังต่อไปนี้ คือ
(1) ตั้งบริษัทรับมาดำเนินการเช่นเดียวกับเอกชน
(2) มอบให้กระทรวงใดกระทรวงหนึ่งดำเนินการ
(3) รัฐเข้าไปดำเนินการเป็นครั้งคราว เช่น ทำการแลกเปลี่ยนสินค้าโดยตรงหรือขอเลือนการชำระเงิน
2.             การที่สินค้าในประเทศหนึ่งอาจมีราคาถูกกว่าราคาในอีกประเทศผู้ผลิต เพราะมีการทุ่มตลาดเกิดขึ้น เช่น นาฬิกาที่ผลิตในประเทศญี่ปุ่น และขายในประเทศมีราคาแพงกว่านาฬิกาชนิดเดียวกันที่จำหน่ายในประเทศไทย                               
2.              แนวทางและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจระหว่างประเทศ
การทบทวนวรรณกรรมและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการทบทวนวรรณกรรมทั้งในและต่างประเทศ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำมาเป็นข้อมูลสนับสนุนการวิเคราะห์ในงานวิจัย และสรุปผลได้เป็น 3 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ (1) ทฤษฎีการค้าและการลงทุน (2) ภาพรวมของการลงทุนในต่างประเทศของไทยและนานาประเทศ (3) โอกาส ความเสี่ยง และปัญหาของการลงทุนในต่างประเทศ (4) ข้อเสนอแนะนโยบายการส่งเสริมการลงทุนในต่างประเทศ (5) สรุปผลการทบทวนวรรณกรรม
2.1 ทฤษฎีการค้าและลงทุนระหว่างประเทศ
2.1.1 ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ รัตนา สายคณิต และพุทธกาล รัชธร (2549)
1) ในช่วงปี 2043- 2318 ได้มีลัทธิพาณิชย์นิยม (Mercantilism) มีความเชื่อว่าความมั่นคงของประเทศชาติขึ้นอยู่กับความสามารถในการสะสมโลหะที่มีค่า ได้แก่ ทองคำ และเงิน เพราะโลหะมีที่ค่าสามารถนำไปใช้แลกเปลี่ยนสิ่งของกับประเทศอื่นได้ ดังนั้นจึงส่งผลให้มีการสำรวจเส้นทางเดินเรือไปยังดินแดนใหม่ การล่าอาณานิคม เพื่อแสวงหาแหล่งวัตถุดิบ แรงงาน และตลาด นอกจากนี้แล้วยังมีการอุดหนุนการส่งออก และการกีดกันการนำเข้า
2) ในช่วงปี 2319 ถึงปัจจุบัน ได้มีแนวคิดจากนักเศรษฐศาสตร์สำนักคลาสสิก (Classical Economist) มีความเชื่อแย้งกับความเชื่อของลัทธิพาณิชย์นิยมว่า ความมั่งคั่งของประเทศชาติขึ้นอยู่กับปริมาณและความเติบโตของปัจจัยการผลิต ส่วนโลหะมีค่าเป็นเพียงเครื่องมือการแลกเปลี่ยนเท่านั้น ซึ่งแนวคิดนี้สามารถอธิบายโดยทฤษฎี ดังนี้
(1) ทฤษฎีความได้เปรียบโดยสมบูรณ์ (Absolute Advantage) ของอาดัม สมิทธิ์ ในปี 2319 หมายถึง การใช้ปัจจัยการผลิตที่น้อยกว่าประเทศอื่นในการผลิตสินค้าที่มีจำนวนที่เท่ากัน
(2) ทฤษฎีความได้เปรียบเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Advantage) ของ เดวิด ริคาร์โด ในปี พ.ศ. 2360 หมายถึง การมีต้นทุนค่าเสียโอกาสต่ำกว่าประเทศอื่นในการผลิตสินค้าที่มีจำนวนที่เท่ากัน
(3) ทฤษฎีสภาพปัจจัยการผลิตที่มีอยู่ในประเทศ (Factor Endowment Theory) ของ อีลิ เฮคเชอร์ ในปี 2462 และ เบอร์ทิล โอห์ลิน ในปี 2476 หมายถึง ความได้เปรียบในการผลิตเกิดจากความแตกต่างของปัจจัยการผลิตที่มีในประเทศ
(4) ทฤษฎีวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศ (International Product Life Cycle Theory) ของ เรย์มอนด์ เวร์นอน ในปี 2509 ประกอบด้วย (1) ขั้นแนะนำผลิตภัณฑ์ใหม่ (2) ขั้นผลิตภัณฑ์เติบโตเต็มที่ (3) ขั้นผลิตภัณฑ์ได้มาตรฐาน ซึ่งระดับการพัฒนาของประเทศที่แตกต่างกันจะมีขั้นของวงจรชีวิตผลิตภัณฑ์ระหว่างประเทศที่แตกต่างกัน และจะส่งผลกระทบต่อการค้าระหว่างประเทศที่แตกต่างกัน
(5) ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศแนวใหม่ (New Trade Theory) ในปี 2513 -2523 คือ
ความได้เปรียบทางการค้า ประกอบด้วย (5.1) การประหยัดจากขนาด (5.2) การเป็นผู้เคลื่อนไหวรายแรก (5.3) การได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล
(6) ทฤษฎีความได้เปรียบจากการแข่งขันระหว่างประเทศ ของ ไมเคิล พอร์ทเตอร์ ในปี 2533 ประกอบด้วย (6.1)สภาพปัจจัยการผลิต (6.2) สภาพอุปสงค์ (6.3)อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง และสนับสนุน (6.4)กลยุทธ์ขององค์กรธุรกิจ โครงสร้าง และคู่แข่งขัน
2.1.2 ทฤษฎีการลงทุนระหว่างประเทศ
อลงกรณ์ ธนศรีธัญญากุล (2554) ในปี 2513 ประเทศพัฒนาแล้วได้เริ่มมีกระแสความนิยมการไปลงทุนในต่างประเทศ แต่ในปี 2528 จนถึงปัจจุบันประเทศกำลังพัฒนาซึ่งเป็นฐานกำลังการผลิตที่สำคัญของโลก ได้แก่ เกาหลีใต้ ไต้หวัน ฮ่องกง สิงคโปร์ จีน มาเลเซีย ไทย และอินเดีย ได้เริ่มมีกระแสความนิยมการไปลงทุนในต่างประเทศ ที่เรียกว่า Third World MNEs ซึ่งแรงจูงใจในการลงทุนในต่างประเทศ ประกอบด้วย 3 รูปแบบ ดังนี้
1) การแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติ (Resource-seeking) คือ รูปแบบการออกไปลงทุนในประเทศที่มีความอุดมสมบูรณ์ในทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อทำให้สามารถซื้อวัตถุดิบเหล่านี้ในต้นทุนทึ่ต่ำสุดได้ ยกตัวอย่างเช่น บริษัทยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ซึ่งเป็นบริษัทไทยไปลงทุนในประเทศปาปัวกีนี เนื่องจากต้องการแสวงหาทรัพยากรธรรมชาติปลาทูน่าซึ่งวัตถุดิบในการผลิต
2) การแสวงหาตลาด (Market-seeking) คือ รูปแบบการออกไปลงทุนในประเทศที่มีตลาดขนาดใหญ่หรือตลาดที่มีแนวโน้มเติบโตที่สูง โดยอาจมีเป้าหมายเพื่อรักษาส่วนแบ่งตลาดเดิม หรือค้นหาตลาดใหม่ก็ได้
3) การแสวงหาประสิทธิภาพ (Efficiency-seeking) คือ รูปแบบการออกไปลงทุนในประเทศที่มีความสามารถ หรือความถนัดในการผลิตสินค้าอย่างใดอย่างหนึ่ง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการแข่งขันของบริษัท
ยกตัวอย่างเช่นบริษัทยูเนี่ยน โฟรเซ่น โปรดักส์ (TUF) ซึ่งเป็นบริษัทไทยไปลงทุนในประเทศอเมริกา เนื่องจากประเทศอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ของผู้บริโภคทูน่ากระป๋อง ดังนั้น การไปลงทุนในประเทศอเมริกาเพื่อลดต้นทุนในการขนส่งสินค้า
2.1.3 ความสัมพันธ์ระหว่างการค้า การลงทุน และการแข่งขัน
Bartok and Miroudot (2008) ได้ศึกษาถึง ความสัมพันธ์ระหว่างการค้าการลงทุน และการแข่งขันว่า เป็นแรงผลักในเชิงบวกต่อกัน ซึ่งเป็นกระบวนการต่อเนื่องที่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ รัฐที่สนับสนุนการเปิดตลาดการค้าเสรีนั้นจะส่งผลให้ก่อให้เกิดการลงทุนในต่างประเทศที่เพิ่มขึ้น แม้ว่าในระยะสั้น ตลาดที่ไม่มีการแข่งขันก็อาจมีผลบางส่วนในการจูงใจให้นักลงทุนชาวต่างชาติเข้าไปลงทุนแบบผูกขาดหรือรับสัมปทาน แต่อย่างไรก็ในระยะยาวแล้ว ภายใต้สภาวะผูกขาดนั้นกลับจะส่งผลให้ประชาชนในประเทศนั้น ไม่สามารถซื้อสินค้าและบริการในราคาที่เหมาะสม หรือมีราคาถูกได้ ดังนั้น ประเทศควรสนับสนุนการค้าและการลงทุนเสรีซึ่งจะก่อให้เกิดกิจกรรมการแข่งขันกันทางการตลาดที่มากขึ้นซึ่งในระยะยาวทำให้มีสินค้าบริการที่มีราคาถูกและมีคุณภาพมากขึ้น และส่งผลให้มีการลงทุนมากขึ้น โดยเสรีภาพทางการค้าและการลงทุนจะต้องหมายรวมถึงการมีเสรีในการเคลื่อนย้ายเงินทุนด้วย ดังนั้น นโยบายของภาครัฐจะมีความสำคัญอย่างต่อการลดอุปสรรคของการค้า โดยจะต้องลดข้อกีดกันในการเข้าไปร่วมลงทุนหรือลงทุนในกิจการในต่างประเทศ เนื่องจากการกีดกันการลงทุนในต่างประเทศของกิจการในประเทศนั้น จะทำให้กิจการของตนเองมีต้นทุนส่วนเพิ่มทำให้ไม่สามารถแข่งขันในโลกเสรีได้
2.1.4 ปัจจัยการผลักดันการไปลงทุนในต่างประเทศ
Hiratsuka (2006) ปัจจุบันได้มีความนิยมไปลงทุนในต่างประเทศมากขึ้นโดยเฉพาะอย่างยิ่ง
การลงทุนในเอเชีย ซึ่งผลจากการไปลงทุนในเอเชียที่มากขึ้นนี้จึงทำให้มีผู้ประกอบการชาวเอเชียประสบความสำเร็จ
ในระดับโลกเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้แล้วปัจจัยผลักดันให้ไปลงทุนในต่างประเทศ คือ
1) ต้นทุน Transportation ซึ่งสามารถวิเคราะห์ได้จาก Gravity Framework ที่วิเคราะห์ร่วมระหว่างขนาดของเศรษฐกิจ และระยะทางในการขนส่ง โดยรวมตลอดเส้นทางก่อนการผลิต การผลิต และการขนส่งสินค้าสำเร็จรูป นอกจากนี้แล้วต้นทุนในการขนส่งยังประกอบด้วย ข้อกีดกันทางการค้าและการลงทุน ความสามารถทางภาษา ความคล่องตัวในการแลกเปลี่ยนเงินตรา และต้นทุนในการจัดจำหน่ายภายในต่างประเทศ ดังนั้น หากต่างประเทศที่ต้องการเข้าไปลงทุนมีต้นทุน Transportation ในปัจจัยใดต่ำก็จะผลักดันในเกิดการไปลงทุนเพื่อใช้ประโยชน์จากปัจจัยที่มีต้นทุนต่ำนั้นได้
2) แรงผลักดันให้เกิดการลงทุนในต่างประเทศ ประกอบด้วย ค่าจ้างต่ำ ความสะดวกในการเข้าสู่ตลาด และความสะดวกในการเข้าถึงปัจจัยการผลิต ซึ่งรวมทั้งศักยภาพในการวิจัยและพัฒนาด้วย
3) การแสวงหาตลาด ซึ่งในงานวิจัยฉบับนี้จะมีบทที่ 5 การวิเคราะห์ศักยภาพการลงทุนในต่างประเทศของประเทศไทยที่เน้นการวิเคราะห์ด้านการแสวงหาตลาด
4) การแสวงหาประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจ
5) การมีโครงข่ายเชื่อมโยงได้ครอบคลุม ได้แก่ ความสะดวกในการผลิต และขนส่งสินค้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในประเทศที่ต้องการไปลงทุนจะต้องมีบริษัท Supplier อย่างเพียงพอ
6) การอำนวยความสะดวกในการลงทุน ได้แก่ โครงสร้างพื้นฐาน ความคล่องตัวในการบริการทางการเงิน ระบบการขนส่งสินค้าทางเรือ การรักษาพยาบาล
สันติ ท่องแก้ว (2553) ได้วิเคราะห์ปัจจัยผลักให้ประเทศสิงคโปร์ มาเลเซีย และไทย ไปลงทุนในประเทศกัมพูชา ลาว และเวียดนาม พบว่า ปัจจัยที่ผลักดัน ได้แก่ นโยบายภาครัฐต่างๆ ภาวะแข่งขันภายในประเทศ โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ และความจำกัดของขนาดตลาดในประเทศ และปัจจัยดึง ได้แก่ การส่งเสริมและสนับสนุนของภาครัฐ ศักยภาพของตลาด ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรการผลิต
Agarwal and Mitra (2010) การมีนโยบายสนับสนุนการค้าเสรีก็จะเป็นส่วนเสริมให้เกิดการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่สูงขึ้น และการเจริญเติบโตทางด้านเทคโนโลยีและทักษะฝีมือแรงงานจะเป็นส่วนเสริมให้เกิดการส่งออกที่เพิ่มสูงขึ้นด้วย ในทางตรงกันข้ามข้อกีดกันทางการค้าจะส่งผลกระทบต่อศักยภาพของเศรษฐกิจในภาพรวมมากกว่าการมีนโยบายการค้าเสรีจากภาครัฐ และนโยบายที่ภาครัฐให้การส่งเสริมการส่งออกจะก่อให้เกิดความเจริญทางเศรษฐกิจมากกว่าการอุดหนุนการนำเข้า ยกตัวอย่างประเทศที่มีนโยบายอุดหนุนการนำเข้า ได้แก่ ประเทศอินเดีย และแอฟริกา อย่างไรก็ดีในประเทศเกาหลีใต้ และประเทศไต้หวัน ได้มีนโยบายที่ส่งเสริมการส่งออกแต่ก็ไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มูลค่าการส่งออกเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ได้มีนโยบายที่มุ่งเน้นให้มีการทำกำไรที่เพิ่มสูงขึ้นประกอบกับการมีต้นทุนของสินค้าประเภททุนที่เพิ่มสูงขึ้นจึงเป็นปัจจัยที่ผลักดันให้เกิดการแสวงหาสินค้าประเภททุนที่มีราคาต่ำกว่าโดยการไปลงทุนในต่างประเทศ ทั้งนี้ ปัจจัยผลักดันจากภายในประเทศที่มุ่งเน้นการส่งออกจะมีส่วนกระตุ้นให้เกิดการลงทุนในต่างประเทศมากกว่าอุปทานจากตลาดต่างประเทศ ยกตัวอย่างเช่น ประเทศญี่ปุ่นมีการผลิตรถยนต์ที่มุ่งเน้นการส่งออก และในเวลาต่อมาก็พัฒนาการสู่การลงทุนในต่างประเทศ
Corcus, G., Gatto, M.D., Mion G. & Ottaviano G.I.P (2012) การค้าเสรีทำให้เกิดความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ในตลาด การแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้น และลดอำนาจการต่อรองของผู้ประกอบการ ซึ่งกำไรจากการค้าที่เพิ่มสูงมากขึ้น เนื่องจากการทำการค้าระหว่างประเทศในบางประเภทของอุตสาหกรรม
การมี Economic of Scale และการเลือกเก็บกำไรไว้กับบริษัทที่มีความเหมาะสมได้อย่างถูกต้อง
2.2 ภาพรวมการลงทุนในต่างประเทศของไทยและนานาประเทศ
การเปิดการค้าเสรี ข้อจำกัดด้านทรัพยากรภายในประเทศ และการแข่งขันทางการค้าที่รุนแรงมากขึ้นกว่าในอดีต ธุรกิจต้องแสวงหาแนวทางบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อให้อยู่รอดบนเวทีการค้าโลก ดังนั้น การลงทุนทางตรงในต่างประเทศ (Outward Foreign Direct Investment) จึงมีแนวโน้มที่ธุรกิจในประเทศต่างๆ ออกไปลงทุนในต่างประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง                                                          
3.              โครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์
ในห้วงเวลาที่ประเทศชาติกำลังเผชิญปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจ และประชาชนทุกระดับประสบปัญหาต่างๆ  ปัญหาหนึ่งที่ประชาชนระดับรากหญ้า ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศถูกรุมเร้าคือปัญหาความยากจน  รัฐบาลจึงได้ประกาศสงครามกับความยากจน โดยได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาว่าจะจัดให้มีโครงการหนึ่งตำบลหนึ่งผลิตภัณฑ์  เพื่อให้แต่ละชุมชนได้ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นมาใช้ในการพัฒนาสินค้าโดยรัฐพร้อมที่จะเข้าช่วยเหลือในด้านความรู้สมัยใหม่  และการบริหารจัดการเพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยระบบร้านค้าเครือข่ายและอินเตอร์เน็ต  เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น สร้างชุมชนให้เข้มแข็ง พึ่งตนเองได้  ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการสร้างรายได้ด้วยการนำทรัพยากร ภูมิปัญญาในท้องถิ่นมาพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นและมูลค่าเพิ่ม เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ  และได้กำหนดระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ พ.ศ. 2544 ประกาศ
ณ วันที่ 7 กันยายน 2544 ขึ้น โดยกำหนดให้มีคณะกรรมการอำนวยการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์แห่งชาติ หรือเรียกโดยย่อว่า กอ.นตผ”  ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้มอบหมายให้รองนายกรัฐมนตรี (นายปองพล อดิเรกสาร) เป็นประธานกรรมการ และให้คณะกรรมการ กอ.นตผ มีอำนาจหน้าที่ในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการดำเนินงานหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์กำหนดมาตรฐานและหลักเกณฑ์การคัดเลือกและขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบลรวมทั้งสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บท อย่างมีประสิทธิภาพ
โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์  จึงเป็นนโยบายหลักของรัฐบาลในการเพิ่มอาชีพและรายได้ให้กับชุมชนในระดับรากหญ้า  ซึ่งประกอบไปด้วยผู้รับผิดชอบทั้งในส่วนของกระทรวง ทบวง กรม และฝ่ายสนับสนุนที่เป็นภาคเอกชน และถือเป็นรูปแบบของการกระจายรายได้สู่ชุมชนที่ดีที่สุดรูปแบบหนึ่ง
ไทยรับแนวคิดการดำเนินโครงการ OTOP มาจากประเทศญี่ปุ่น (Oita International Center: OIC) และนำมาปรับใช้กับประเทศไทย โดยภาครัฐเข้าช่วยเหลือในด้านความรู้สมัยใหม่ การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น และการบริหารจัดการเพื่อเชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศด้วยระบบร้านค้าเครือข่ายและอินเตอร์เน็ต พัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นและมูลค่าเพิ่ม เป็นที่ต้องการของตลาด ทั้งในและต่างประเทศ
การดำเนินงานโครงการ OTOP ของรัฐบาลปี 2547  ที่สำคัญ เช่น การสร้างตำนานผลิตภัณฑ์ (Story of Product) โครงการ OTOP Tourism Village โครงการ OTOP Product Champion การจัดงาน OTOP City  การส่งเสริมการท่องเที่ยวและจัดตั้งร้านค้าสินค้า OTOP ในสถานที่ท่องเที่ยว การส่งเสริมการส่งออกผลิตภัณฑ์ OTOP การสนับสนุนด้านเทคโนโลยีและความรู้จาก JETRO และองค์กรอื่นๆ และการจัดตั้งทีมงานด้านการตลาดจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น
กอ. นตผ. ได้ริเริ่มโครงการ OTOP Product Champion- OPC เพื่อพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์เพื่อการส่งออก โดยการคัดสรรผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับจังหวัด ภูมิภาค และประเทศ กล่าวคือ 1ดาว หมายถึง คุณภาพต่ำ, 2 ดาว คุณภาพต่ำ แต่สามารถพัฒนาได้, 3 ดาว คุณภาพปานกลางแต่สามารถพัฒนาเพื่อการส่งออกได้, 4 ดาว คุณภาพสูงแต่ยังต้องได้รับการปรับปรุง และ 5 ดาว คุณภาพสูงสามารถส่งออกได้ โดยมีการแบ่งหมวดหมู่ของผลิตภัณฑ์ออกเป็น 6 ประเภท คือ 1) อาหาร 2) เครื่องดื่ม 3) ผ้า เครื่องแต่งกาย 4) เครื่องใช้และเครื่องประดับตกแต่ง และ 5) ศิลปะประดิษฐ์และของที่ระลึก และ 6) สมุนไพรที่ไม่ใช่อาหารและยา โดย โดยในปี 2546 มีผลิตภัณฑ์ที่ลงทะเบียนสำหรับโครงการ OPC 16,000 ชนิด และได้รับคัดสรรเป็นผลิตภัณฑ์ OPC ประมาณ 6,000 ชนิด สำหรับปี 2547 มีผลิตภัณฑ์ลงทะเบียน 37,754 ชนิด และได้รับการคัดสรร 5 ดาว 539 ผลิตภัณฑ์ 4 ดาวจำนวน 2,177 ผลิตภัณฑ์ และ 3 ดาว จำนวน 4,734 ผลิตภัณฑ์ ทั้งนี้ ก่อนการคัดสรร ภาครัฐจะจัดการฝึกอบรม/สัมมนา ให้กับผู้ผลิตที่ลงทะเบียน เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แบบครบวงจร ตั้งแต่ต้นทุน การพัฒนาตัวผลิตภัณฑ์ การบริหารการผลิตและจัดการ และการตั้งราคา ทั้งนี้ เมื่อเสร็จสิ้นกระบวนการคัดสรรผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพตั้งแต่ 3-5 ดาว จะนำออกจำหน่ายในร้านจำหน่ายในงานแสดงสินค้า OTOP City ในเดือนธันวาคม ของทุกปี ซึ่งปี 2547 จัดขึ้นเป็นปีที่ 2 จะเป็นจุดเริ่มต้นของการกำหนดกรอบยุทธศาสตร์ OTOP ปี 2548 ภายใต้แนวคิด OTOP Unlimited Wisdom” หรือ วิถีที่มิสิ้นสุด แห่งภูมิปัญญาไทย
งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรให้กับโครงการ OTOP ในปีงบประมาณ 2546 มีมูลค่า 800 ล้านบาท ในปี 2547 มีมูลค่า 1,500 ล้านบาท และสำหรับปี 2548 มีมูลค่า 1,000 ล้านบาท
ในปีงบประมาณ 2546 โครงการ OTOP ทำรายได้ 33,226 ล้านบาท สำหรับปีงบประมาณ 2547 ได้ประมาณการรายได้จากการจำหน่ายสินค้า จำนวน 40,000 ล้านบาท ผลการจำหน่ายสินค้า ตั้งแต่ตุลาคม 46- กันยายน 47 รวม 12 เดือน จำนวน 46,276,972,760 บาท คิดเป็นร้อยละ 115.69 ของ
หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์เป็นแนวทางประการหนึ่ง ที่จะสร้างความเจริญแก่ชุมชนให้สามารถยกระดับฐานะความเป็นอยู่ของคนในชุมชนให้ดีขึ้น โดยการผลิตหรือจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ในท้องถิ่น ให้กลายเป็นสินค้าที่มีคุณภาพ มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของตนเองที่ สอดคล้องกับวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่น สามารถจำหน่ายในตลาดทั้งภายในและต่างประเทศ ทั้งนี้มีหลักการพื้นฐาน 3 ประการ คือ
1. ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล (Local Yet Global)
2. พึ่งตนเองและคิดอย่างสร้างสรรค์ (Self-Reliance-Creativity)
3. การสร้างทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development)
ผลิตภัณฑ์ไม่ได้หมายถึงตัวสินค้าเพียงอย่างเดียว  แต่เป็นกระบวนการทางความคิดรวมถึงการบริการ การดูแลการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การรักษาภูมิปัญญาไทย การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่น  การแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพ มีจุดเด่น จุดขายที่รู้จักกันแพร่หลายไปทั่วประเทศและทั่วโลก  
โครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)
        รัฐบาลได้ดำเนินโครงการหนึ่งตำบล  หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP) ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 และดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรมทั่วทุกภูมิภาคทั่วประเทศ โดยมีการแต่งตั้งคณะกรรมการระดับประเทศในส่วนกลางและคณะกรรมการระดับภูมิภาค โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้
        (1) สร้างงานและเพิ่มรายได้ให้แก่ชุมชน
        (2) เสริมสร้างความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน
        (3) ส่งเสริมการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่น
        (4) ส่งเสริมการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์
        (5) ส่งเสริมความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ของชุมชน
        เป็นการสร้างเศรษฐกิจฐานรากให้เข้มแข็งโดยรัฐบาลสนับสนุนช่วยเหลือด้านความรู้ เทคโนโลยี ทุน การบริหารจัดการ เชื่อมโยงสินค้าจากชุมชนไปสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
        กรมการพัฒนาชุมชน มีภารกิจในการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนฐานรากให้มีความมั่นคง โดยส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาอาชีพ การพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่เกิดจากภูมิปัญญาท้องถิ่น และการมีส่วนร่วมของประชาชนในการสร้างงานสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน เชื่อมโยงไปสู่การดำเนินงานโครงการ OTOP ซึ่งในฐานะที่กรมการพัฒนาชุมชนได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการส่งเสริม การดำเนินงาน OTOP ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2544 จนถึงปัจจุบัน โดยอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการในคณะกรรมการ อำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์  แห่งชาติ (กอ.นตผ) รวมทั้งเป็นอนุกรรมการบริหาร อนุกรรมการส่งเสริมการผลิต  อนุกรรมการส่งเสริมการตลาด  อนุกรรมการมาตรฐานและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์ อนุกรรมการ/เลขานุการคณะกรรมการ นตผ. ระดับภูมิภาค และพัฒนาการจังหวัดเป็นอนุกรรมการ/เลขานุการ นตผ.จังหวัด  และพัฒนาการอำเภอ เป็นอนุกรรมการ/เลขานุการ นตผ.อำเภอ  ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ (กอ.นตผ) พ.ศ. 2544 และ พ.ศ. 2545
ขั้นตอนการดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ (OTOP)มีดังนี้
        ขั้นตอนที่ 1 ระดับตำบล มีหน้าที่หลักในกระบวนการจัดเวทีประชาคมเพื่อคัดเลือกผลิตภัณฑ์ดีเด่นของ ตำบลให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัตถุดิบ ในท้องถิ่น และแผนชุมชน
        ขั้นตอนที่ 2 ระดับอำเภอ มีหน้าที่ในการจัดลำดับผลิตภัณฑ์เด่นตำบลต่างๆ ของอำเภอ การบูรณาการแผน และงบประมาณเพื่อให้การสนับสนุน
        ขั้นตอนที่ 3 ระดับจังหวัด มีหน้าที่หลักในการจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่น อำเภอต่าง ๆ ของจังหวัดบูรณาการแผนและงบประมาณเพื่อให้การสนับสนุน
        ขั้นตอนที่ และ 5 ระดับส่วนกลาง มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบายยุทธศาสตร์ และแผนแม่บทการดำเนินงาน “OTOP”  กำหนดมาตรฐานหลักเกณฑ์การคัดเลือก/ขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบล และเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อการสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บท
ยุทธศาสตร์การพัฒนา OTOP

        การดำเนินงานเชิงยุทธศาสตร์ในการเชื่อมโยงจากท้องถิ่นสู่สากลในการพัฒนา คุณภาพ มาตรฐานผลิตภัณฑ์ OTOP ไปสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ  กระทรวงมหาดไทย จึงได้กำหนดให้ การส่งเสริมอาชีพผลิตสินค้า OTOP” เป็นนโยบายเร่งด่วนที่สำคัญ เพื่อสร้างอาชีพและรายได้ให้กับประชาชนในชุมชนท้องถิ่น โดยมอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน ส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนเป็นรากฐานเศรษฐกิจ ของประเทศ ซึ่งเริ่มจากการรวมกลุ่มของประชาชนระดับฐานรากในการจัดการทรัพยากรที่มีอยู่ ในท้องถิ่นให้เป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่มีคุณภาพได้มาตรฐาน มีเอกลักษณ์เฉพาะท้องถิ่นซึ่งเป็นแนวทางหนึ่งในการสร้างพลังการพึ่งตนเองและ ช่วยเหลือกันของชุมชน  เพื่อแก้ไขปัญหาการประกอบอาชีพทั้งในระดับบุคคล ระดับครัวเรือน ระดับกลุ่ม ชุมชน หมู่บ้าน ตำบล ตลอดจนเครือข่ายกลุ่มอาชีพต่างๆ ให้มีความสามารถในการบริหารจัดการตามแนว ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพัฒนา ต่อยอดไปถึงระดับวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ต่อไป
การขับเคลื่อนนโยบายไปสู่การปฏิบัติ

        พ.ศ. 2544 การจัดกลไกบริหารและบูรณาการการทำงาน ...
        พ.ศ. 2545 การค้นหาผลิตภัณฑ์หลัก  (In Search of Excellent) ...
        พ.ศ. 2546 การคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ (OTOP Product Champion : OPC) ...
        พ.ศ. 2547 การพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ (Quality & Standard ) ...
        พ.ศ. 2548 การส่งเสริมด้านการตลาด  (Marketing) ...
        พ.ศ. 2549 การคัดสรร OTOP โดดเด่น  In Search  of  Excellent  OTOP ...
        พ.ศ. 2550 ค้นหาผลิตภัณฑ์ที่มีศักยภาพทางการตลาด ...
        พ.ศ. 2551 เน้นการส่งเสริมการตลาด ...
        พ.ศ. 2552 ถึงปัจจุบัน การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable Development) ...
บทบาทของกรมการพัฒนาชุมชน
        กรมการพัฒนาชุมชน ได้เข้าไปมีบทบาทในโครงการOTOP ทุกขั้นตอนซึ่งสอดคล้องกับภารกิจในการส่งเสริมกระบวนการพัฒนาท้องถิ่นให้ เข้มแข็งพึ่งตนเองได้  ยึดประชาชนเป็นศูนย์กลางและมีส่วนร่วม ในการ ดำเนินงาน โดย กอ.นตผ. ได้มอบหมายให้ กรมฯ เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินงานกิจกรรม ที่สำคัญโดยสังเขป ดังนี้
        1. การ สำรวจและลงทะเบียนผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP เพื่อจัดทำฐานข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และกำหนดแผนการส่งเสริมและพัฒนา ...
        2. การคัดสรรสุดยอดผลิตภัณฑ์ OTOP ไทย ...
        3. การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในรูปของการพัฒนาเครือข่ายองค์ความรู้ (Knowledge Based  OTOP : KBO) ...
        4. การดำเนินงานหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว ...
        5. การพัฒนาเยาวชนเพื่อการอนุรักษ์และสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น ...
        6. การส่งเสริมช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ OTOP ระดับภูมิภาค ...
        กรมการพัฒนาชุมชนได้ พัฒนาศักยภาพการบริหารจัดการและสนับสนุนให้เครือข่ายองค์ความรู้ ( KBO) จังหวัด เป็นศูนย์กลางช่วยเหลือการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2549 จนถึงปัจจุบัน เพื่อให้สามารถจำหน่ายได้ทั้งในประเทศและต่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดระดับประเทศในกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สามารถระบายสินค้าได้มากที่สุด  ซึ่งหลายปีที่ผ่านมา รัฐบาลโดย กอ.นตผ.ได้มอบหมายให้กรมการพัฒนาชุมชน เป็นหน่วยงานหลักในการจัดงานแสดงและจำหน่ายสินค้า OTOP ปีละ 2 ครั้ง คือการจัดงาน OTOP Midyear และการจัดงาน OTOP City ...
        ... จากผลสำเร็จของการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์โครงการ OTOP ของกรมการพัฒนาชุมชนที่ผ่านมา    มีผลงานเป็นรูปธรรมและมีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจน บริหารงบประมาณได้คุ้มค่าและตอบสนองตรงตามความต้องการของผู้ผลิต ผู้ประกอบการOTOP และประชาชน โดยมุ่งเน้นการสร้างความเข้มแข็งของชุมชนควบคู่ไปกับการยกระดับความสามารถใน การบริหารจัดการของผู้ผลิต ผู้ประกอบการOTOP ตั้งแต่การพัฒนาคน พัฒนากระบวนการเรียนรู้ไปสู่การพัฒนาอาชีพ กระบวนการผลิต การพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและการตลาด ตามหลักการพัฒนาชุมชน และปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างครบวงจร ส่งผลให้ชุมชนมีความพอมีพอกิน อยู่ดีกินดีจนถึงระดับมั่งมีศรีสุข สังคมเกิดความสงบสุข มีความสมานฉันท์ เกิดความมั่นคงและความเข้มแข็งแก่เศรษฐกิจฐานรากของประเทศต่อไป

แนวคิดและหลักการ

        “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์เป็นแนวคิดที่เน้นกระบวนการสร้างรายได้จากผลิตภัณฑ์  ในแต่ละหมู่ บ้าน ชุมชนหรือ ตำบล เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมให้แต่ละชุมชนได้นำทรัพยากรภูมิปัญญาในท้องถิ่นมา พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์และบริการคุณภาพที่มีจุดเด่นและมูลค่าเพิ่มเป็นที่เป็น ที่ต้องการของตลาด สอดคล้องกับวัฒนธรรมและวิถีชีวิตของท้องถิ่น โดยยึดหลักการพึ่งตนเองของชุมชน และรัฐพร้อมที่จะช่วยเหลือในด้านความรู้สมัยใหม่และการบริหารจัดการ เชื่อมโยงสินค้าชุมชนสู่ตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
        นอกจากนี้ยังเป็นแนวคิดที่ต้องการให้แต่ละท้องถิ่นมีผลิตภัณฑ์หลักอย่าง น้อย 1 ประเภท ที่ใช้วัตถุดิบทรัพยากรของท้องถิ่น ลดปัญหาการอพยพย้ายถิ่นไปสู่เมืองใหญ่ เป็นการสร้างเศรษฐกิจชุมชนที่สอดคล้องกับการพัฒนาตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอ เพียง และเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ของชุมชน ส่งเสริมกระบวนการพัฒนาท้องถิ่น สร้างชุมชนที่เข้มแข็งพึ่งตนเองได้ การดำเนินการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นกลยุทธ์การพัฒนาที่ต้อง อาศัยหมู่บ้านเป็นหน่วยการพัฒนาเบื้องต้น
        ผลิตภัณฑ์ ไม่ได้หมายถึงตัวสินค้าอย่างเดียว แต่เป็นกระบวนการทางความคิดรวมถึงการบริการดูแลอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อม การรักษาภูมิปัญญาไทย การท่องเที่ยว ศิลปวัฒนธรรมประเพณี การต่อยอดภูมิปัญญาท้องถิ่นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ เพื่อให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์คุณภาพที่มีเอกลักษณ์ มีจุดเด่น จุดขาย ที่รู้จักกันแพร่หลายทั้งในและต่างประเทศ
หลักการพื้นฐาน
        1. ภูมิปัญญาท้องถิ่นสู่สากล (Local yet Global) ผลิตสินค้าและบริการที่ใช้ภูมิปัญญาและวัฒนธรรมท้องถิ่นให้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล
        2. พึ่งตนเองและคิดอย่างสร้างสรรค์ (Self - Reliance – Creativity) สร้างกิจกรรมที่อาศัยศักยภาพของท้องถิ่น คิดค้นพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ได้สิ่งที่ดีที่สุด เป็นเอกลักษณ์เฉพาะของชุมชนไม่ซ้ำแบบกันและเป็นที่ยอมรับทั่วไป
        3. การสร้างทรัพยากรมนุษย์ (Human Resource Development) สร้างบุคลากรที่มีความคิดกว้างไกลมีความรู้ ทักษะ ความสามารถในการผลิตและบริการมีจิตวิญญาณแห่งการสร้างสรรค์
        หลักการ ดังกล่าวไม่ได้เน้นการให้เงินสนับสนุนแก่ท้องถิ่น เพราะอาจไปทำลายความสามารถในการพึ่งตนเองของชุมชน รัฐบาลเพียงให้การสนับสนุนด้านความรู้ เทคโนโลยีที่จะพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ตลอดจนด้านการประชาสัมพันธ์ และช่องทางการจำหน่ายสินค้าสู่ตลาดต่างๆเพื่อไปสู่เป้าหมายหลัก 3 ประการคือ
        1. มาตรฐานผลิตภัณฑ์คุณภาพระดับสากล
        2. มีเอกลักษณ์เป็นที่ลือชื่อเพียงหนึ่งเดียว
        3. พัฒนาทรัพยากรมนุษย์และการปรับปรุงเทคโนโลยี
กิจกรรมหลักที่สำคัญ
        1. ขยายสินค้าท้องถิ่นไปยังตลาด โดยเป็นผลิตภัณฑ์ที่สอดคล้องกับวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น เพื่อเป็นการอนุรักษ์ มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์ รวมทั้งการพัฒนาคุณภาพเพื่อขยายออกสู่ตลาดทุกระดับ
        2. ผลิตและคิดค้นขึ้นเองโดยคนในชุมชน หน่วยงานภาครัฐและเอกชนเป็นผู้ให้การสนับสนุน ในด้านความรู้ เทคโนโลยี เครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นและการวิจัยที่ครบวงจร
        3. สร้างบุคลากรที่มีคุณภาพของท้องถิ่น มีความรู้ความสามารถความคิดกว้างไกล มีการบริหารจัดการที่ดี มุ่งเน้นการผลิตและบริการโดยคำนึกถึงผู้บริโภคเป็นหลัก
การขับเคลื่อน OTOP
    การจัดกลไกการบริหาร กระบวนการ และโครงสร้างการดำเนินงาน
        คณะ กรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ (กอ.นตผ) มีกลไกการบริหารที่เชื่อมโยงกันลงไปถึงในระดับพื้นที่ เพื่อช่วยเหลือปฎิบั9bงาน ของ กอ.นตผ. ซึ่งตั้งขึ้นตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยคณะกรรมการอำนวยการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ แห่งชาติ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. 2545ประกอบด้วยกลไกการบริหารงาน ดังนี้
        1. ส่วนกลาง
            1.1 คณะกรรมการ กอ.นตผ. ประกอบด้วย นายกรัฐมนตรี หรือรองนายกรัฐมนตรี ที่นายกรัฐมตรีมอบหมายเป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ อธิบดีกรมส่งเสริมสหกรณ์ อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก อธิบดีกรมพัฒนาแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจำนวนไม่เกิน 10 คน เป็นกรรมการ โดยมีปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นกรรมการและเลขานุการ และอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชนเป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ
            1.2 คณะอนุกรรมการที่เกี่ยวข้อง ได้แก่
                1.2.1 คณะอนุกรรมการบริหาร
                1.2.2 คณะอนุกรรมการส่งเสริมการผลิต
                1.2.3 คณะอนุกรรมการส่งเสริมการตลาด
                1.2.4 คณะอนุกรรมการมาตรฐานและพัฒนาคุณภาพผลิตภัณฑ์
                1.2.5 คณะอนุกรรมการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์จังหวัดและอำเภอ/กิ่งอำเภอ
        2. ส่วนภูมิภาค
            2.1 คณะอนุกรรมการ หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ภูมิภาค ประกอบด้วย
                2.1.1 ปลัดกระทรวงมหาดไทย ประธานอนุกรรมการ
                2.1.2 หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อนุกรรมการ
                2.1.3 อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน อนุกรรมการและเลขานุการ
            2.2 คณะอนุกรรมการ นตผ.จังหวัด ประกอบด้วย
                2.2.1 ผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานอนุกรรมการ
                2.2.2 หัวหน้าส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อนุกรรมการ
                2.2.3 ภาคเอกชน/ผู้ทรงคุณวุฒิ อนุกรรมการ
                2.2.4 พัฒนาการจังหวัด อนุกรรมการและเลขานุการ
            2.3 คณะอนุกรรมการ นตผ. อำเภอ/กิ่งอำเภอ ประกอบด้วย
                2.3.1 นายอำเภอ/ปลัดอำเภอผู้เป็นหัวหน้า ประจำกิ่งอำเภอ ประธานอนุกรรมการ
                2.3.2 ผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง อนุกรรมการ
                2.3.3 ภาคเอกชน/ผู้ทรงคุณวุฒิ อนุกรรมการ
                2.3.4 พัฒนาการอำเภอ/กิ่งอำเภอ อนุกรรมการและเลขานุการ
        ภารกิจหลักของกลไกส่วนภูมิภาคเกี่ยวข้องกับการคัดเลือกผลิตภัณฑ์ดีเด่นของ ตำบลต่างๆ เพื่อเสนอต่อ กอ.นตผ การบูรณาการแผนงานและงบประมาณของส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในภูมิภาค เพื่อพัฒนาคุณภาพมาตรฐานผลิตภัณฑ์และส่งเสริมการตลาดในระดับพื้นที่ โดยมีขั้นตอนการดำเนินงาน ดังนี้
            ขั้นตอนที่ 1 ระดับตำบล องค์กรรับผิดชอบ อบต./ท้องถิ่น มีหน้าที่หลักในกระบวนการจัดเวทีประชาคม เพื่อคัดเลือกผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบลให้สอดคล้องกับภูมิปัญญาท้องถิ่น วัตถุดิบในท้องถิ่นและแผนชุมชน
            ขั้นตอนที่ 2 ระดับ อำเภอ/กิ่งอำเภอ องค์กรรับผิดชอบ นตผ. อำเภอ/กิ่งอำเภอ มีหน้าที่หลักในการจัดลำดับผลิตภัณฑ์เด่นตำบลต่าง ๆ ของอำเภอ/กิ่งอำเภอ การบูรณาการแผน และงบประมาณเพื่อให้การสนับสนุน
            ขั้นตอนที่ 3 ระดับ จังหวัด องค์กรรับผิดชอบ นตผ.จังหวัด มีหน้าที่หลักในการจัดลำดับผลิตภัณฑ์ดีเด่นอำเภอต่าง ๆของจังหวัด การบูรณาการแผนและงบประมาณเพื่อให้การสนับสนุน
            ขั้นตอนที่ 4 และ 5 ระดับส่วนกลางองค์กรรับผิดชอบ กอ.นตผ. มีหน้าที่หลักในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์และแผนแม่บทการดำเนินงาน หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์กำหนดมาตรฐานหลักเกณฑ์การคัดเลือก ขึ้นบัญชีผลิตภัณฑ์ดีเด่นของตำบล และเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อสนับสนุนให้การดำเนินงานเป็นไปตามนโยบาย ยุทธศาสตร์ และแผนแม่บท
KBO
        กรมการพัฒนาชุมชน ได้สนับสนุนให้มีการดำเนินงานโครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งแก่เครือข่าย องค์ความรู้ (Knowledge - Based OTOP : KBO) ตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เพื่อให้มีแหล่งความรู้เกี่ยวกับการประกอบธุรกิจ การบริหารจัดการกลุ่ม เทคโนโลยีการผลิตหรือความรู้เฉพาะด้านของผลิตภัณฑ์ที่สามารถถ่ายทอดองค์ความ รู้ ให้แก่กลุ่มผู้ผลิต OTOP ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ มาตรฐานเป็นต้องการของตลาด สามารถจำหน่าย ได้ทั้งในและต่างประเทศ โดยดำเนินการใน ๗๕ จังหวัด ในการนี้ จังหวัดต่างๆ ได้ดำเนินการสรุปผลการดำเนินของ เครือข่ายองค์ความรู้ KBO จังหวัด ในการพัฒนาขีดความสามารถแก่กลุ่มผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ในการพัฒนา คุณภาพผลิตภัณฑ์ ให้กรมฯ เพื่อเผยแพร่ต่อไป
หมู่บ้าน OVC
        กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวง มหาดไทย  ดำเนินงานโครงการหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเชื่อมโยงสินค้า OTOP ที่เป็นเอกลักษณ์ ของท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรม วิถีชีวิต แหล่งท่องเที่ยวและบริการ รวมทั้งกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อสร้างความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน และส่งเสริมให้หมู่บ้านสามารถรองรับนักท่องเที่ยวที่เข้ามาเยี่ยมชม และใช้จ่ายในหมู่บ้าน  ได้รับประสบการณ์ที่อบอุ่น ประทับใจ อยากกลับมาเที่ยวซ้ำอีก ซึ่งเป็นก่อเกิดรายได้ให้กับประชาชนอย่างทั่วถึง ตั้งแต่ ปี พ.ศ.2550 – ปัจจุปัน มีการดำเนินงานหมู่บ้าน OTOP เพื่อการท่องเที่ยวไปแล้ว 26 หมู่บ้าน
การคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย (OTOP Product Champion : OPC)
        ... กรมการพัฒนาชุมชน ใน ฐานะหน่วยงานที่ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบดำเนินการส่งเสริม         การดำเนินงานโครงการหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ ได้ยึดแนวทางการส่งเสริมให้ผลิตภัณฑ์ OTOP ของแต่ละชุมชนได้รับโอกาสในการพัฒนาคุณภาพให้ได้มาตรฐานจนสามารถเชื่อมโยง สู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศได้ โดยการกำหนดให้มีการคัดสรรสุดยอดหนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์ไทย (OTOP  Product  Champion : OPC)  อย่างต่อเนื่อง

4. บทบาทการค้าระหว่างประเทศ
ปัจจัยกำหนดบทบาทการค้าระหว่างประเทศ
        เกิดขึ้นเนื่องจากแต่ละประเทศมีทรัพยากรและสภาพแวดล้อมที่เกี่ยวข้องกับการผลิตสินค้าและบริการ แตกต่างกัน จึงทำให้มีความสามารถในการผลิตสินค้าแต่ละชนิดแตกต่างกันไป โดยประเทศต่างๆจะซื้อสินค้าและบริการที่มีสภาพการขาดแคลน และไม่สามารถผลิตได้เองหรือผลิตได้ไม่เพียงพอ หรืออาจผลิตได้แต่มีทุนเปรียบเทียบกับการผลิตสินค้าอีกชนิดหนึ่งสูงกว่าประเทศอื่น และจะขายสินค้าหรือบริการที่มีสามารถผลิตได้มากเกินความต้องการภายในประเทศ โดยมีต้นทุนการผลิตต่ำกว่าประเทศอื่นหรือมีต้นทุนเปรียบเทียบกับการผลิตสินค้าอีกชนิดหนึ่ง ต่ำกว่าประเทศอื่น ทำให้แต่ละประเทศต่างก็ได้รับประโยชน์จากการติดต่อค้าขายซึ่งกันและกัน ดังทฤษฎีการได้เปรียบโดยสมบูรณ์และทฤษฎีการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ
       สินค้าเกษตรเป็นสินค้าประเภทหนึ่งที่มีการติดต่อซื้อขายกันระหว่างประเทศ โดยที่ประเทศเกษตรกรรมเป็นประเทศผู้ส่งออก สามารถผลิตสินค้าเกษตรได้ด้วยต้นทุนที่ต่ำกว่าหรือผลิตได้ด้วยต้นทุนเปรียบเทียบ กับการผลิตสินค้าชนิดอื่นแล้วต่ำกว่าการผลิตสินค้าการผลิตสินค้าเกษตรของประเทศผู้นำเข้า ประกอบกับมีความสามารถในการผลิตได้เกินความต้องการภายในประเทศ ซึ่งการส่งออกสินค้าเกษตรดังกล่าวย่อมทำให้การผลิตในสาขาเกษตรเจริญเติบโต ตามการขยายตัวของตลาดที่มิได้มีแต่ตลาดภายในประเทศเท่านั้น เป็นผลให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มมากขึ้น มีฐานะความเป็นอยู่ดีขึ้น อีกทั้งเงินตราที่ได้มาจากการส่งออกสินค้าเกษตรไปยังต่างประเทศ ยังสามารถนำมาพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้า สร้างความเจริญเติบโตให้แก่สาขาการผลิตอื่นๆด้วย
ลักษณะการค้าเสรี
       การค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศในที่นี้รวมความถึงการส่งออกและการนำเข้า ซึ่งมีลักษณะสำคัญบางประการ 3 ประการ ได้แก่
       1. ลักษณะของประเทศผู้ทำการค้า
ประเทศผู้ทำการค้าได้แก่ประเทศผู้ส่งออกและประเทศผู้นำเข้า ในด้านของประเทศผู้ส่งออก ส่วนใหญ่จะเป็นประเทศขนาดกลางและขนาดเล็กที่กำลังพัฒนาหรือด้อยพัฒนา มีสาขาเกษตรเป็นสาขาการผลิตใหญ่ของประเทศ รายได้จากการส่งออกส่วนใหญ่มาจากสินค้าเกษตร สาขาเกษตรจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะที่ประเทศผู้นำเข้าสินค้าเกษตรที่สำคัญในด้านปริมาณการค้าเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และเป็นประเทศใหญ่ที่มีอำนาจทางเศรษฐกิจ ความเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศพึ่งพาภาคเกษตรไม่มากนัก รายได้จากการส่งออกส่วนไหญ่มักมาจากสินค้าอุตสาหรรมซึ่งมีมูลค่าสูง ทำให้มีความได้เปรียบในด้านดุลการค้า
       2. ลักษณะของสินค้า
สินค้าเกษตรที่ส่งออกโดยประเทศเกษตรกรรมส่วนใหญ่จะอยู่ในรูปของสินค้าขั้นปฐม ซึ่งมีมูลค่าต่อหน่วยของสินค้าต่ำ แต่เมื่อประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ๆ นำเข้าสินค้าเกษตรไปแล้วสินค้าบางส่วนจะถูกนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ที่มีมูลค่าสูงขึ้นเพื่อใช้ภายในประเทศและเพื่อส่งออกไปยังประเทศอื่นรวมทั้งส่งออกกลับมายังประเทศเดิมด้วย เช่น ส่งออกน้ำยางข้น ยางแผ่น และยางแท่ง ให้ประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ แล้วนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ยาง อาทิ ยางรถยนต์ ถุงมือยาง สายยางแล้วส่งกลับมาขายแก่ประเทศผู้ส่งออก
       3. การกีดกันทางการค้า
ในตลาดการค้าระหว่างประเทศนั้น สินค้าเกษตรเป็นสินค้าที่จัดว่ามีการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าสูงมาก ทั้งมาตรการทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งมีผลให้การค้าเบี่ยงเบนไปจากการค้าโดยเสรี ก่อให้เกิดความไม่เป็นธรรมทางการค้าโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรขนาดกลางและขนาดเล็ก ที่ไม่มีอำนาจในการต่อรอง แม้ว่าในปัจจุบันจะมีข้อตกลงของกลุ่มประเทศต่างๆ ภายใต้องค์การค้าโลก ที่มุ่งเปิดเสรีและขจัดอุปสรรคทางการระหว่างกันก็ตาม
การกีดกันทางการค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศ
       การกีดกันทางการค้า คือ การที่รัฐบาลหรือประเทศใดๆใช้มาตรการแทรกแซง เพื่อลดปริมาณการนำเข้าสินค้ามาในประเทศตนหรือเพื่อลดปริมาณการส่งออกสินค้าของประเทศอื่น โดยวัตถุประสงค์ส่วนใหญ่มักกระทำเพื่อปกป้องผู้ผลิตสินค้าภายในประเทศ อาจโดยการใช้มาตรการที่ทำให้ผู้ส่งออกมีความสามารถในการแข่งขันทางการค้ากับผู้ผลิตภายในประเทศได้น้อยลง เช่น การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูง ทำให้สินค้าที่นำเข้ามีราคาสูงขึ้น หรืออาจโดยการจำกัดปริมาณการนำเข้า หรือใช้มาตรการต่างๆ ที่เป็นอุปสรรคต่อการส่งออกของประเทศอื่น ทำให้ส่งออกได้น้อยลงกว่า เมื่อไม่มีการใช้มาตรการเข้าแทรกแซงหรือส่งออกได้น้อยลงกว่าเมื่อปล่อยให้การค้าเป็นไปโดยเสรี ในอดีตก่อนการจัดตั้ง WTOขึ้น การค้าสินค้าเกษตรระหว่างประเทศเป็นไปโดยขาดกรอบหรือกติกาทางการค้า ประเทศต่างๆก็มักใช้มาตรการกีดกันทางการค้าสินค้าเกษตรตามอำเภอใจ ทำให้ประเทศผู้ส่งออกสินค้าเกษตรได้รับความเดือดร้อน ทั้งนี้มาตรการกีดกันการค้าสินค้าเกษตรสำคัญๆ ที่ประเทศต่างๆนำมาใช้มีทั้งมาตรการทางภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี
มาตรการปกป้องทางการค้าระหว่างประเทศ - มาตรการทางภาษี
       มาตรการทางภาษี เป็นมาตรการกีดกันทางการค้ามาตรการหนึ่งที่ในอดีต มีการนำมาใช้กีดกันทางการค้าสินค้าเกษตรกันมาก โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้าในอัตราที่สูงเพื่อปกป้องผู้ผลิตภายในประเทฃสตน ดังจะเห็นได้จากอัตราภาษีนำเข้าสินค้าเกษตรที่สำคัญบางชนิดของบางประเทศ ที่เป็นข้อมูลซึ่งแจ้งไว้ต่อองค์การการค้าโลก(WTO) เพื่อใช้เป็นฐานในการลดภาษีนำเข้าตามข้อตกลงว่าด้วยสินค้าเกษตร ในตารางที่ 9.2 มีการกำหนดอัตราภาษีนำเข้าไว้สูงมาก รวมทั้งประเทศไทยด้วย เว้นแต่ประเทศออสเตรเลียที่กำหนดอัตราภาษีนำเข้าไว้ต่ำกว่าประเทศอื่นมาก
       ทั้งนี้การเก็บภาษีนำเข้าในอัตราสูงย่อมทำให้สินค้าเกษตรที่นำเข้ามีต้นทุนสูงขึ้น จึงมีความสามารถในการแข่งขันกับสินค้าเกษตรที่ผลิตภายในประเทศผู้นำเข้าลดลง ทำให้ปริมาณการนำเข้าลดลง ซึ่งหมายถึงการส่งออกของประเทศผู้ส่งออกย่อมลดลงนั่นเอง โดยผลของมาตรการดังกล่าวสามารถอธิบายได้ดังรูป
          
        กำหนดให้อุปสงค์และอุปทานของสินค้าเกษตรชนิดหนึ่งภายในประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่แสดงด้วยเส้น D และ S ตามลำดับ ( เนื่องจากผลของการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าจะกระทบต่อการส่งออกของประเทศอื่นมาก หากประเทศที่ใช้มาตรการการกีดกันเป็นประเทศผู้ค้ารายใหญ่ในตลาดโลก ในที่นี้จึงสมมติให้เป็นการใช้มาตรการของประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ ) ที่ราคาต่ำกว่าราคาดุลยภาพ จะเกิดอุปสงค์ส่วนเกินแสดงโดยเส้น ED ซึ่งก็คืออุปสงค์การนำเข้าสินค้าเกษตรชนิดนั้นในตลาดการค้าระหว่างประเทศ และเส้น ESR เป็นอุปทานของสินค้าเกษตรชนิดนั้นในตลาดการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งก็คืออุปทานส่วนเกินของประเทศอื่น ๆ ที่ประเทศผู้นำเข้าเผชิญ ในกรณีที่เป็นประเทศผู้นำเข้ารายใหญ่ เส้น ESR ในตลาดการค้าระหว่างประเทศ จะเป็นเส้นที่มีความชันเป็นบวก ดังรูป ข. ทั้งนี้เพราะการเปลี่ยนแปลงปริมาณนำเข้าของประเทศนั้นจะมีผลให้ราคาสินค้า ในตลาดการค้าระหว่างประเทฃสหรือในตลาดโลกเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางเดียวกัน
       จากรูปก่อนที่จะมีการเก็บภาษีการนำเข้า ปริมาณนำเข้าสินค้าเท่ากับ OQM หน่วยหรือเท่ากับ Q1Q2 หน่วย และเพื่อให้ง่ายต่อการทำความเข้าใจสมมติให้ไม่มีต้นทุนในการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ ดังนั้นราคาสินค้าภายในประเทศจึงเท่ากับราคานำเข้าหรือเท่ากับราคาในตลาดโลก เท่ากับ OPW ส่วนปริมาณการผลิตภายในประเทศเท่ากับ OQ1 สมมติให้มีการเก็บภาษีนำเข้าแบบภาษีต่อหน่วย เท่ากับ T จะทำให้ ED เคลื่อนมาทางซ้ายเป็น ED เนื่องจากที่ระดับราคาต่าง ๆ ผู้นำเข้าจะมีความต้องการนำเข้าในปริมาณที่ลดลง หรือที่ปริมาณนำเข้าเท่าเดิมผู้นำเข้าจะเต็มใจนำเข้าในราคาที่ลดลงเท่ากับภาษีที่ถูกเก็บต่อหน่วยเท่ากับ T ระยะห่างในแนวดิ่งของ ED และ ED จึงเท่ากับ T หน่วย ที่ดุลยภาพใหม่ปริมาณนำเข้าจะลดลงจาก QQM เป็น OQM หรือ จาก Q1Q2 เป็น Q3Q4 และราคาสินค้าภายในประเทศจะสูงขึ้นเป็น OPd โดยราคาสินค้าในตลาดโลกลดลงเป็น OPW ราคาสินค้าภายในประเทศจะสูงขึ้นเท่ากับภาษีที่เก็บเป็น OPW + T = OP d ทำให้ปริมาณการผลิตภายในประเทศเพิ่มขึ้นทดแทนการนำเข้า โดยเพิ่มขึ้นจาก OQ1 เป็น OQ3
       ดังนั้นการใช้มาตรการเก็บภาษีทำให้ปริมาณการนำเข้าลดลง ซึ่งหมายถึงปริมาณการส่งออกของประเทศอื่นลดลงนั่นเอง ในทางตรงกันข้ามหากมีการลดอัตราภาษีนำเข้าลงหรือยกเว้นการเก็บภาษีนำเข้าให้แก่ประเทศผู้ส่งออกใด เช่น ในกรณีของการให้สิทธิพิเศษทางการค้า (GSP) เป็นต้น ก็จะทำให้ประเทศผู้ส่งออกสามารถส่งสินค้าไปขายยังประเทศผู้นำเข้าดังกล่าวได้มากขึ้น
4.              กลยุทธ์การตลาดเพื่อการส่งออก
1.กลยุทธ์การสร้างตลาดหรือแย่งชิงส่วนตลาด (Build the market or steal market share)
แนวคิด เป็นการแย่งส่วนตลาดจากคู่แข่งขัน
วิธีการ ด้วยการเสนอสินค้าหรือข้อเสนอที่ดีกว่าหรือเหนือกว่าคู่แข่งขัน  และสื่อสารให้กลุ่มเป้าหมายกลุ่มนี้ทราบถึงประโยชน์และคุณค่าต่างๆ ของสินค้าเราซึ่งเหนือกว่าคู่แข่งขัน
2.กลยุทธ์การวิเคราะห์ฤดูการขาย (Seasonality Strategies)
แนวคิด เน้นการซื้อของลูกค้าตามช่วงเวลาที่เหมาะสม
วิธีการ ตรวจสอบประวัติการซื้อลูกค้า วิเคราะห์ฤดูการซื้อของลูกค้า และการแนะนำการขายให้ลูกค้าตามพฤติกรรมการซื้อของลูกค้า
3.กลยุทธ์วิเคราะห์คู่แข่งขัน (Competitive Strategies)
แนวคิด พัฒนากลยุทธ์การตลาดเพื่อการแข่งขันโดยการสำรวจว่าคู่แข่งดำเนินการค้ากับลูกค้าเราอย่างไร
วิธีการ วิเคราะห์คู่แข่งขัน วิเคราะห์กลยุทธ์ของคู่แข่งขันและปฏิบัติการขายเพื่อสร้างข้อได้เปรียบในการแข่งขัน
4.กลยุทธ์ผลิตภัณฑ์ (Product Strategies)
แนวคิด การออกแบบผลิตภัณฑ์ใหม่อย่างสม่ำเสมอ
วิธีการ จำแนกสายผลิตภัณฑ์ของบริษัทที่ขายดี และ ที่ต้องการจะขาย พิจารณาสินค้าตามความเหมาะสมของลูกค้า นำเสนอและพิจารณาสินค้าให้ตรงกับลูกค้าแต่ละรายและ.ตรวจสอบและประเมินผลการขาย
5.กลยุทธ์การสร้างตรายี่ห้อ (Branding Strategies) ของบริษัท
แนวคิด เน้นการสร้างชื่อยี่ห้อ ตรายี่ห้อ เอกลักษณ์หรือตัวบ่งชี้แสดงตัวสินค้า ของบริษัท โดยหากบริษัทมีสถานะในปัจจุบันที่ผลิตสินค้าในตราของลูกค้า
วิธีการ กระตุ้นลูกค้าในตราของบริษัทมากขึ้น วิเคราะห์ลูกค้าว่ามีกี่รายที่ใช้ตราตนเอง และ กี่รายที่ใช้ตราเรา ตรวจสอบการปฏิบัติการและการประเมิน
  6.กลยุทธ์ราคา (Pricing Strategies) แบบตรงใจลูกค้าแนวคิด กำหนดว่าจะตั้งราคาแบบใด และราคาที่ตั้งต้องสามารถลดได้เพราะหากลดไม่ได้ลูกค้าไม่ซื้อแน่ ๆ
วิธีการ วิเคราะห์ราคาเดิมของลูกค้า คำนวณราคาที่เป็นไปได้ เน้นการสร้างราคาสูง คุณภาพสูงและสร้างความแตกต่าง
7.กลยุทธ์กระจายสินค้า และการครอบคลุมตลาด (Distribution of Product/ Coverage Strategies)
แนวคิด เจาะตลาดลูกค้าให้ครบทุกตลาด จากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่
วิธีการ วิเคราะห์ลูกค้าเดิม ใน zone ต่าง ๆ (ผ่าน สถานทูต สมาคม ชมรม ฯลฯ) หาลูกค้าและเพิ่มลูกค้าให้เต็มทุกตลาด กำหนดและวางแผนวิธีการขายเพิ่ม ตรวจสอบและประเมินผล
8.กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาด (Promotion Strategies)
แนวคิด ใช้กลยุทธ์การส่งเสริมการตลาดให้เกิดผลประโยชน์สูงสุดกับคู่ค้า เพื่อให้คู่ค้าสนับสนุนตราสินค้าของเรา และ ใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการตลาดให้เกิดผลสูงสุดเพื่อกระตุ้นให้เกิดการซื้อสินค้าของ เราในช่วงระยะเวลาที่ยอดขายปกติและไม่ปกติ
วิธีการ Up and Cross Sale โดย วิเคราะห์ลูกค้าที่ปิดการขายไปแล้ว วิเคราะห์ตลาดว่า 3 อันดับแรกของสินค้าที่ขายดี แนะนำลูกค้า เพื่อเพิ่มยอดขาย ปฏิบัติและประเมินผลการขาย
9.กลยุทธ์การตอบข้อโต้แย้งของลูกค้า
แนวคิด เพื่อเตรียมการในการตอบข้อโต้แย้งของลูกค้า
วิธีการสรุปส่งข้อคำถามของลูกค้ารายสัปดาห์ แก้ไขปัญหาร่วมกัน และทดลองปฏิบัติในการโต้ตอบลูกค้า
10.กลยุทธ์การส่งข่าวสาร (Message Strategies) ไปยังลูกค้า
แนวคิด สื่อสารถึงลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ
วิธีการ กำหนดข้อมูลกลางในการสื่อสารกับลูกค้าทุกเดือนทำการสื่อสารถึงลูกค้า โดยเน้นการแจ้งข่าวที่เป็นประโยชน์ สรุป จำนวนลูกค้าที่ Response ต่อข่าวสารที่ส่ง
11.กลยุทธ์การใช้สื่อโฆษณา
แนวคิด เพิ่มยอดขายผ่านการเชิญชวนให้เกิดการซื้อผ่านสื่อของภาครัฐและเอกชน
วิธีการ 1. จัดทำเอกสารการขาย จัดทำสื่อการขาย จัดส่งสื่อการขาย แบบ hard copy and e-copy และ จัดทำ Web-site
วิธีการ 2. การลงสื่อในวารสารการส่งออก จัดทำ Art-work
12.กลยุทธ์การออกงานแสดงสินค้า
แนวคิด เพื่อหาลูกค้าใหม่ แนะนำสินค้าใหม่ และพบปะลูกค้าเดิม
วิธีการ กำหนดแผนการในการออกงานแสดงสินค้า ออกงานแสดงสินค้าอย่างมีจุดมุ่งหมาย จัดการลูกค้าเป้าหมายจากการออกงาน
5.              แนวทางและทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศ
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศพยายามอธิบายถึงชนิดของสินค้าที่ซื้อขาย และประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศ
     1. ทฤษฎีการได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ อดัม สมิธ นักเศรษฐศาสตร์คลาสสิกในปลายศตวรรษที่ 18 ได้เสนอทฤษฎีการได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ โดยยึดหลักการแบ่งงานกันทำตามความถนัดมาใช้ เขาเห็นว่าการค้าระหว่างประเทศจะก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประเทศคู่ค้าเมื่อแต่ละประเทศยึดหลักในเรื่องการแบ่งงานกันทำ หมายความว่า ประเทศใดที่ถนัดในการผลิตสินค้าอย่างใด ก็ควรผลิตสินค้าอย่างนั้นนำมาแลกเปลี่ยนกันจะส่งผลให้เพิ่มความมั่งคั่งในรูปของผลผลิตหรือรายได้ที่แท้จริงเพิ่มขึ้น
สาระสำคัญของทฤษฎีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ คือ ประเทศหนึ่งจะได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ ถ้าประเทศนั้นสามารถผลิตสินค้าชนิดหนึ่งได้มากกว่าอีกประเทศหนึ่งด้วยปัจจัยการผลิตจำนวนเท่ากันหรือผลิตได้จำนวนเท่ากันได้โดยการใช้ปัจจัยการผลิตที่น้อยกว่า ดังนั้นประเทศควรทำการผลิตสินค้าที่ตนได้เปรียบโดยสัมบูรณ์เพื่อการส่งออกแล้วซื้อสินค้าที่ตนเสียเปรียบโดยสัมบูรณ์เป็นสินค้าเข้า
     2. ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ทฤษฎีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบของเดวิด ริคาร์โด (David Ricardo) นักเศรษฐศาสตร์สมัยคลาสสิกได้พัฒนาทฤษฎีต่อจากทฤษฎีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ของ อดัม สมิธ โดยเขาไม่เห็นด้วยกับ สมิธ ในประเด็นต่อไปนี้คือ
     - ประเทศคู่ค้าที่ผลิตสินค้าและส่งออกนั้นควรจะเป็นประเทศที่มีความได้เปรียบ
โดยสัมบูรณ์ได้เสมอไป
     - ประเทศสามารถผลิตสินค้าและส่งออกอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีความได้เปรียบ
โดยสัมบูรณ์ได้ ถ้าประเทศนั้นมีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบกับประเทศคู่ค้า
     - ประเทศที่มีความได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ของประเทศคู่ค้าในทุกกรณีของการผลิต
สินค้า ก็มิได้หมายความว่า ประเทศนั้นสมควรผลิตสินค้าเสียทุกอย่าง หากแต่สมควรที่จะเลือกผลิตสินค้าส่งออกชนิดที่มีความได้เปรียบโดยเปรียบเทียบมากกว่า
     - ในทางปฏิบัติ การค้าระหว่างประเทศยังคงเกิดขึ้น แม้ว่าประเทศหนึ่งมีความ
ได้เปรียบโดยสัมบูรณ์ (เสียเปรียบโดยสัมบูรณ์) เหนืออีกประเทศหนึ่งและประโยชน์จากการค้าระหว่างประเทศยังคงเกิดขึ้นในรูปผลผลิตรวมที่เพิ่มขึ้น
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิค (Classic Theory)
    ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในสมัยของคลาสสิคนี้จะถือว่า แรงงานเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในการกำหนดมูลค่าของสินค้า ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ ทฤษฎีการได้เปรียบโดยเด็ดขาดและทฤษฎีการได้เปรียบโดยเปรียบเทียบ ซึ่งทั้งสองทฤษฎีจะทำการเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตของแต่ละประเทศ และเลือกผลิตในสินค้าที่ประเทศของตนมีความได้เปรียบในการผลิตมากกว่า หรือประเทศจะเลือกผลิตสินค้าที่ตนถนัดโดยเปรียบเทียบระหว่างกัน การแลกเปลี่ยนจะมีขอบเขตอยู่ระหว่างปริมาณสินค้าที่ผลิตได้ โดยเปรียบเทียบของประเทศทั้งสอง
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยนีโอคลาสสิค(Neo-classic Theory)
          ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศในสมัยนีโอคลาสสิค ได้นำทฤษฎีในสมัยคลาสสิคมาปรับปรุงแก้ไข ทฤษฎีที่น่าสนใจคือ ทฤษฎีการค้าแบบต้นทุนค่าเสียโอกาส(Opportunity Cost) โดยต้นทุนค่าเสียโอกาสจะถูกนำมาเป็นหลักในการพิจารณาเนื่องจากต้นทุนค่าเสียโอกาสในการผลิตสินค้าในแต่ละประเทศสามารถวัดได้จากมูลค่าสูงสุดของสินค้าอื่นที่ประเทศนั้นไม่ได้ผลิต ดังนั้น ประเทศจะได้รับประโยชน์ที่สามารถระบายสินค้าที่ผลิตได้มากและซื้อสินค้าที่ตนผลิตได้ไม่พอกับการบริโภคเข้าประเทศ และทฤษฎีการค้าที่พิจารณาปริมาณทรัพยากรธรรมชาติโดยใช้แนวคิดเส้นความเป็นไปได้ในการผลิต ซึ่งในประเทศต่างๆ จะแตกต่างกันไปตามปริมาณทรัพยากรการผลิตที่มีอยู่ในประเทศ
ทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยใหม่ (Modern Theory)
   นักเศรษฐศาสตร์ได้ศึกษาและแก้ไขปรับปรุงทฤษฎีการค้าระหว่างประเทศสมัยคลาสสิคโดยเพิ่มข้อสมมุติฐานในการพิจารณาคือ มีปัจจัยการผลิตหลายชนิด การทดแทนกันของปัจจัยไม่สมบูรณ์ การโยกย้ายปัจจัยการผลิตจะเกิดต้นทุนเพิ่ม และมีต้นทุนค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) เกิดขึ้น การโยกย้ายปัจจัยการผลิตแยกได้ 3 ลักษณะ คือ ต้นทุนคงที่ ต้นทุนเพิ่มขึ้น และต้นทุนลดลง                              
6.              สภาพแวดล้อมที่มีผลกระทบต่อธุรกิจระหว่างประเทศ
สภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรม
จากสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมส่งผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจ เนื่องจากสภาพความเป็นอยู่ การดำรงชีวิตประจำวัน ทัศนคติของประเทศคู่ค้านั้นแตกต่างกันสภาพแวดล้อมทางวัฒนธรรมเหล่านี้เป็นผลกระทบโดยตรงต่อจำนวนส่งออกของธุรกิจตรางู


สภาพแวดล้อมทางการเมืองและกฎหมาย
การที่ผลิตภัณฑ์ตรางูจะส่งออกสินค้าไปยังประเทศคู่ค้านั้นต้องมีการศึกษาด้านการเมืองและกฎหมายของประเทศนั้น ๆ เพื่อเรียนรู้ถึงเหตุการณ์ภายในประเทศคู่ค้าเพื่อการตัดสินในการประกอบธุรกิจร่วมกันและเพื่อลดความเสี่ยงในการที่ธุรกิจจะขาดทุนจากการที่ส่งสินค้าไปยังประเทศคู่ค้า 

สภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจ
ในด้านเศรษฐกิจเป็นตัวการสำคัญที่จะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในการส่งออกของผลิตภัณฑ์ตรางูเป็นอย่างมาก เพราะถ้าสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจไม่ดีการสั่งซื้อจากประเทศคู่ค้าก็ลดลง ทำให้มีการส่งออกสินค้าลดลงตามไปด้วยและทำให้ธุรกิจตรางูมีรายได้จากการขายและการส่งออกน้อยลง และถ้าสภาพเศรษฐกิจไม่ดีขึ้นเป็นเวลานานธุรกิจก็อาจขาดทุนจากการดำเนินธุรกิจได้
2.1งานวิจัยในต่างประเทศ
การออกแบบและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากผ้าไหมไทยสุรินทร์
บทคัดย่อ
ผู้วิจัยพบว่าผ้าไหมสุรินทร์และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหมสุรินทร์เป็นสินค้าส่งออกที่ส าคัญ ของประเทศไทย ด้วยคุณลักษณะพิเศษของผ้าไหมสุรินทร์ที่มีลวดลายสวยงาม เนื้อผ้านุ่มนวล เงาแวววาว และลวดลายที่ทรงคุณค่าด้านประเพณีวัฒนธรรมอันโดดเด่น ปัจจัยเหล่านี้ล้วนมีผลให้ ผ้าไหมสุรินทร์ คือ สินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมของชาติ ประกอบกับ ณ วันนี้กระบวนการผลิตผ้า ไหมสุรินทร์เป็นการผลิตในรูปอุตสาหกรรมครัวเรือน เพื่อรองรับความต้องการของตลาดผู้บริโภค จ านวนมากอันมีต่อผ้าไหมสุรินทร์ ในขณะเดียวกันผู้ผลิตผ้าไหมสุรินทร์ต่างมีความคาดหวังว่า ภาครัฐจะเข้ามาช่วยสนับสนุนด้านการตลาดเพิ่มมากขึ้น และภาครัฐควรมีมาตรการทางกฎหมาย พิเศษ เพื่อส่งเสริมและปกป้องผลประโยชน์ของงานผ้าไหมสุรินทร์และผลิตภัณฑ์จากผ้าไหม สุรินทร์พร้อม ๆ กัน อย่างไรก็ตามความคาดหวังว่า ประเทศไทยจะมีกฎหมายเฉพาะ เพื่อการก ากับดูแลงาน ผ้าไหมสุรินทร์และผ้าไหมจังหวัดอื่น ๆ ของประเทศไทยกลับไม่ประสบความส าเร็จ และเป็นที่ น่าสนใจว่าแม้ผ้าไหมไทยเป็นสินค้าส่งออกทางวัฒนธรรมที่มีความส าคัญของประเทศไทย แต่ ประเทศไทยกลับไม่มีระบบกฎหมายที่ให้ความคุ้มครองแก่ผ้าไหมโดยเฉพาะ ความคุ้มครอง ผ้าไหมไทยในฐานะผลงานสร้างสรรค์ของชาวบ้านจึงตกอยู่กับระบบกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา หลาย ๆ ฉบับ เช่น พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 พระราชบัญญัติสิทธิบัตร พ.ศ.2522 พระราชบัญญัติสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งกฎหมายเหล่านี้ล้วนเกิดขึ้นจากข้อตกลงระหว่าง ประเทศภายใต้กรอบความคิดของชาติตะวันตก กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาเหล่านี้จึงไม่อาจ สะท้อนถึงแนวความคิดเพื่อการคุ้มครองผ้าไหมไทยได้อย่างแท้จริง แม้ว่าการพัฒนาในภาคการ ผลิต การบริหารจัดการวัตถุดิบ การปรับปรุงสายพันธุ์หม่อนไหมจะก้าวล้ าหน้าไปมากแล้วก็ตาม ด้วยเหตุผลข้างต้นการศึกษาเรื่องลิขสิทธิ์ในงานผ้าไหมไทย : ศึกษากรณีงานผ้าไหม จังหวัดสุรินทร์จึงเกิดขึ้น ทั้งนี้เพื่อศึกษาถึงมาตรการคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ที่มีกับงานผ้า ไหมสุรินทร์ ทั้งนี้ไม่ว่าในด้านการออกแบบลวดลายผ้าไหม หรือด้านความคุ้มครองลิขสิทธิ์อันมี ต่อลวดลายโบราณของผ้าไหมสุรินทร์ หรือด้านความคุ้มครองลิขสิทธิ์อันมีต่อลวดลายที่ผลิตขึ้น ใหม่ อันเป็นหนทางให้ผู้วิจัยสามารถก าหนดกรอบทิศทางและนโยบายตามกฎหมายลิขสิทธิ์แก่ (ข) งานออกแบบลวดลายผ้าไหม ลวดลายโบราณของผ้าไหมสุรินทร์ และลวดลายที่ผลิตขึ้นใหม่ทาง อุตสาหกรรมผ้าไหมสุรินทร์ ทั้งนี้การที่มาตรการทางกฎหมายเพื่อคุ้มครองอุตสาหกรรมผ้าไหม สุรินทร์ดังกล่าวจะเกิดขึ้นได้นั้น ผู้วิจัยต้องอาศัยการศึกษาเปรียบเทียบจากแนวความคุ้มครอง ลิขสิทธิ์ของต่างประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มประเทศผู้ส่งออกสินค้าผ้าไหม อันได้แก่ประเทศ สาธารณรัฐประชาชนจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยม เวียดนาม และประเทศอินเดีย ร่วมกับแนวทางความคุ้มครองลิขสิทธิ์ภายใต้สนธิสัญญาระหว่าง ประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าสนธิสัญญากรุงเบอร์น สนธิสัญญาความคุ้มครองลิขสิทธิ์ขององค์การ ทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ฯลฯ จนท้ายที่สุดผู้วิจัยจะค้นพบมาตรการปรับปรุงกฎหมาย ลิขสิทธิ์ไทยที่เหมาะสมกับอุตสาหกรรมผ้าไหมไทย ในด้านกระบวนการผลิตงานวิจัย งานวิจัยชิ้นนี้เกิดขึ้นภายใต้กระบวนการ 5 ขั้นตอน ด้วยกัน คือ ขั้นตอนแรกการรวบรวมข้อมูลจากผู้ผลิตผ้าไหมสุรินทร์กลุ่มต่าง ๆ ทั้งนี้ไม่ว่าในด้าน การผลิต การออกแบบลวดลายผ้าไหม การทอลวดลายผ้าไหม การพิมพ์ลวดลาย และปัญหาที่ เกิดขึ้นกับผู้ผลิตผ้าไหมสุรินทร์ ขั้นตอนที่สอง รวบรวมข้อมูลจากหนังสือ บทความ ค าพิพากษา ศาลฎีกา และต ารากฎหมายภายในประเทศและต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ขั้นตอนที่สาม การ ประมวลผลข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลที่ได้รับ เพื่อแสวงหาค าตอบเกี่ยวกับความคุ้มครองลิขสิทธิ์ ในงานออกแบบลวดลายผ้าไหมและลวดลายบนผืนผ้าไหม ซึ่งมาตรการคุ้มครองดังกล่าวนี้จะต้อง เหมาะสมต่ออุตสาหกรรมผ้าไหมสุรินทร์และผ้าไหมไทย ขั้นตอนที่สี่ ผลิตผลงานวิจัยในรูป เอกสารประกอบการวิจัย เพื่อการน าเสนอผลงานวิจัยสู่การสัมมนาทางวิชาการ และขั้นตอน สุดท้าย ตรวจสอบความถูกต้องของรายงานวิจัยและน าเสนอต่อไป จากการศึกษาถึงมาตรการคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานผ้าไหมจังหวัดสุรินทร์ ผู้วิจัยพบว่า ประเทศไทยและประเทศผู้ผลิตและส่งออกผ้าไหมทั้งห้าประเทศ อันได้แก่ประเทศสาธารณรัฐ ประชาชนจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และ ประเทศอินเดีย ทุกประเทศล้วนเป็นภาคีสมาชิกสนธิสัญญากรุงเบอร์น และเป็นสมาชิกองค์การ ทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ทั้งสิ้น ท าให้ทุกประเทศต่างมีพันธะกรณีตามสนธิสัญญากรุง เบอร์นและสนธิสัญญาลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) เพื่อการบัญญัติ กฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศตนตามกรอบสนธิสัญญากรุงเบอร์นและสนธิสัญญาความคุ้มครอง ลิขสิทธิ์ขององค์การทรัพย์สินทางปัญญาโลก (WIPO) ท าให้เนื้อหาสาระกฎหมายลิขสิทธิ์ของทุก ประเทศจึงมีความคล้ายคลึงกัน เว้นแต่ในส่วนรายละเอียดบางประการ เช่น งานอันมีลิขสิทธิ์ ฯลฯ ซึ่งข้อมูลบทบัญญัติกฎหมายลิขสิทธิ์ของประเทศผู้ผลิตและส่งออกผ้าไหมและสนธิสัญญา (ค) กรุงเบอร์นนี้มีผลต่อการศึกษามาตรการความคุ้มครองลิขสิทธิ์ในงานผ้าไหมสุรินทร์ใน 3 ประการ ด้วยกัน ดังนี้ ประการแรก ด้านงานออกแบบลวดลายผ้าไหม ในฐานะที่งานออกแบบลวดลายผ้าไหม ถือเป็นงานออกแบบผลิตภัณฑ์ แม้ว่าพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ไทย พ.ศ.2537 จะไม่ได้บัญญัติ ชัดเจนว่า งานออกแบบผลิตภัณฑ์คืองานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปประยุกต์ก็ตาม แต่ศาลไทยได้มี แนวค าพิพากษาที่ 6379/2537 ว่า งานออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลป ประยุกต์ ท าให้งานออกแบบลวดลายผ้าไหมจึงอาจได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายลิขสิทธิ์ และงานออกแบบลวดลายผ้าไหมย่อมมีฐานะเป็นงานศิลปประยุกต์ แต่ทั้งนี้ความคุ้มครองงาน ออกแบบผลิตภัณฑ์ก็ยังคงความไม่แน่นอนต่อไป เพราะในอนาคตแนวค าพิพากษาของศาลไทย อาจเปลี่ยนไปก็ได้ ส าหรับกฎหมายลิขสิทธิ์ต่างประเทศ ปรากฏว่า ปัจจุบันหลาย ๆ ประเทศได้บัญญัติว่า งานออกแบบผลิตภัณฑ์เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ไว้ในกฎหมายลิขสิทธิ์ ท าให้ปัญหาความไม่แน่นอน จากค าพิพากษาของศาลหมดไป ประการที่สอง ด้านลวดลายโบราณบนผืนผ้าไหม ปรากฏผลการศึกษาว่า ลวดลาย โบราณบนผืนผ้าไหมไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ไทย เพราะลวดลาย โบราณบนผืนผ้าไหมเหล่านี้ไม่ปรากฏตัวผู้ทรงสิทธิ และลวดลายโบราณเหล่านี้เกิดขึ้นก่อนที่ กฎหมายลิขสิทธิ์มีผลบังคับใช้ ทั้งหมดนี้ท าให้ลวดลายโบราณบนผืนผ้าไหมไม่อาจเป็นงานอันมี ลิขสิทธิ์ได้ ในทางกลับกันในประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยม เวียดนามกลับมอบลิขสิทธิ์แก่ลวดลายโบราณเหล่านี้ ในฐานะที่ลวดลายโบราณเหล่านี้เป็นงาน อันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปะพื้นบ้านของชาติ ประการที่สาม ด้านลวดลายที่ถูกสร้างขึ้นใหม่ของภาคอุตสาหกรรมผ้าไหม จาก การศึกษาพบว่า ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ไทย พ.ศ.2537 ลวดลายบนผืนผ้าไหมดังกล่าวอาจถือ เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทศิลปประยุกต์ได้ หากผู้ผลิตลวดลายดังกล่าวใช้วิธีการพิมพ์ลายบน ผืนผ้าไหม เพราะวิธีการพิมพ์ภาพหรือลวดลายนับเป็นวิธีการสร้างงานศิลปประยุกต์ตามมาตรา 4 พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2537 ส่วนวิธีการทอ การปัก การสาน วิธีการเหล่านี้อาจสร้างงาน ศิลปะได้ แต่วิธีการเหล่านี้หาใช่วิธีการสร้างงานศิลปประยุกต์ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ไทย ส่งผลให้ ลวดลายผ้าไหมสุรินทร์และผ้าไหมไทยส่วนใหญ่ที่ใช้วิธีการทอจึงไม่เป็นงานอันมีลิขสิทธิ์ ในทางกลับกันตามกฎหมายลิขสิทธิ์ต่างประเทศกลับไม่ประสบปัญหาดังกล่าว เพราะ ตามกฎหมายบทบัญญัติกฎหมายลิขสิทธิ์ต่างประเทศมีวิธีการก าหนดค านิยามค าว่า งานศิลปะหรือค าว่า งานศิลปประยุกต์โดยใช้วิธีการยกตัวอย่างเพียงบางตัวอย่างเท่านั้น และไม่ปรากฏว่า (ง) บทบัญญัติกฎหมายลิขสิทธิ์ประเทศใดมีค านิยามเช่นประเทศไทย ด้วยการก าหนดวิธีการสร้างงาน ศิลปประยุกต์ไว้ในตัวบทกฎหมาย ท้ายที่สุดนี้ด้วยผลการศึกษาข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีข้อเสนอว่า พระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ไทย สมควรมีการปรับปรุงแก้ไข เพื่อรองรับความคุ้มครองงานด้านศิลปวัฒนธรรมของชาติดังเช่น ประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีนและประเทศสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม พร้อมกับการ ปรับปรุงค านิยามค าว่า งานศิลปประยุกต์ด้วยวิธีการยกตัวอย่างงานศิลปประยุกต์ไว้ในค านิยาม และยกเลิกการระบุว่า วิธีการสร้างงานศิลปประยุกต์ต้องเป็นวิธีการตาม (1) ถึง (6) ค านิยามค าว่างานศิลปประยุกต์อันท าให้งานศิลปะไทยทุกรูปแบบสามารถได้รับความคุ้มครองตามกฎหมาย ลิขสิทธิ์ไทย รวมทั้งเพื่อป้องกันความไม่แน่นอนในอนาตคว่า งานออกแบบลวดลายผ้าไหมเป็น งานอันมีลิขสิทธิ์หรือไม่ กฎหมายลิขสิทธิ์ไทยจึงสมควรบัญญัติว่า งานออกแบบผลิตภัณฑ์เป็น งานอันมีลิขสิทธิ์ประเภทหนึ่งตามกฎหมายลิขสิทธิ์



การศึกษาพฤติกรรมการซื้อผ้าไหมของผู้บริโภค  
           บทคัดย่อ การศึกษานี้มีวัตถุ ประสงค์เพื่อ ศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคในการซื้อ ผ้าไหม ในจังหวัดนครชัยบุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นประชากรในเขตจังหวัดนครชัยบุรินทร์ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดชัยภูมิ และจังหวัดสุรินทร์จังหวัดละ 100 คน จำนวนรวม 400 คน การเลือกกลุ่มตัวอย่าง แบบ สะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โปรแกรมส าเร็จรูป ทางสถิติ ทั้งนี้สถิติที่ใช้ในวิเคราะห์ข้อมูลเป็นสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ การแจกแจงความถี่ และร้อยละ ผลจากการศึกษา พบว่า ข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 51 ปีขึ้นไป สถานภาพสมรส จบการศึกษาระดับ ปริญญาตรี ประกอบอาชีพ รับราชการ รายได้เฉลี่ยต่อ เดือนอยู่ระหว่าง 10,001 -20,000 บาท ผลการศึกษา เกี่ยวกับพฤติกรรมการ ซื้อผ้าไหมของกลุ่มตัวอย่าง ในจังหวัดนครชัยบุรินทร์ พบว่า กลุ่มตัวอย่าง ส่วนใหญ่นิยมซื้อผ้าไหม โทนสีด า สีน้ าตาล และสีน้ าตาลทอง ลวดลายที่นิยมซื้อมากที่สุด คือ ลายหางกระรอก กลุ่มตัวอย่าง มีวัตถุประสงค์ในการซื้อเพื่อให้เพื่อน เหตุผลที่ซื้อเพื่อเป็นการ แสดงออกถึงความ หรูหรา โดยเลือกซื้อผ้าไหมจากงานจัดแสดงสินค้าต่าง ๆ เพราะราคาถูกกว่าแหล่งอื่น ผ้าไหมที่ได้รับการนิยมในการ ซื้อมากที่สุด คือ ผ้าไหมของจังหวัดนครราชสีมา โดยกลุ่มตัวอย่าง มีค่าใช้จ่ายในการซื้อผ้าไหม ครั้งละประมาณ ระหว่าง 1,001-1,500 บาท และช าระเงินด้วยเงินสด ทั้งนี้กลุ่มตัวอย่างรับทราบข้อมูลในการซื้อผ้าไหมจากงาน แสดงสินค้า

การศึกษาวิเคราะห์ผ้ามัดหมี่อำเภอนาโพธิ์     
การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อทราบผลกระทบจากกระบวนผลิตผ้าไหมมัดหมี่ต่อความเข้มแข็งของชุมชนในเขตอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ผลิตผ้าไหมมัดหมี่ในเขตอำเภอนาโพธิ์ จังหวัดบุรีรัมย์ จำนวน 110 ตัวอย่าง ใช้ในการสุ่มตัวอย่างง่าย และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีกำลังสองถดถอยน้อยที่สุด ผลการศึกษา พบว่า 1. ปัจจัยด้านคุณภาพการผลิต 2. ปัจจัยด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยี 3. ปัจจัยด้านกิจกรรม/โครงการของชุมชน มีผลกระทบต่อความเข้มแข็งของชุมชนในเชิงบวก ในทางตรงกันข้ามกันปัจจัยด้านเงินทุนไม่มีผลกระทบต่อความเข้มแข็งของชุมชน ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า กระบวนการผลิตผ้าไหมมัดหมี่มีความสำคัญต่อชุมชน ดังนั้น ควรมีการส่งเสริมการถ่ายทอดองค์ความรุ้และเทคโนโลยีในการผลิตผ้าไหมมัดหมี่อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการส่งเสริมกิจกรรม/โครงการของงชุมชน เพือ่เป้นการส่งเสริมความเข้มแข็งของชุมชนอย่างยั่งยืน
2.2การวิจัยต่างประเทศ
ผ้าไหมไทยสู่ AEC     
            ส่าหรับตลาดในไทย แม้สินค้าไหมจากอินเดียยังถูกไทยก่าหนดให้มีภาษีอยู่ ผ้าไหมจีนและผลิตภัณฑ์ที่ท่าจากผ้าไหมจากจีนสามารถน่าเข้าไทยได้โดยไม่มีภาษี ร้านค้านักท่องเที่ยวมักน่าผ้าไหมจากจีน มาแอบอ้างขายเป็นผ้าไหมไทยเพราะจะได้ก่าไรมากกว่า และมักซื้อและขายผ้าไหมโดยไม่มีใบเสร็จรับเงินเพราะนักท่องเที่ยวไม่ต้องการใบเสร็จรับเงิน ท่าให้การน่าเข้าต้องหันมาใช้วิธีลักลอบผ่านชายแดน เพื่อหลีกเลี่ยงภาษีมูลค่าเพิ่ม ตัวเลขน่าเข้าที่ปรากฏในฐานข้อมูลจากกรมศุลกากร จึงไม่สะท้อนภาพที่เป็นจริง ไหมไทยจึงแข่งไม่ได้แม้ในตลาดนักท่องเที่ยวในไทยเอง กระทรวงเกษตรฯ ก่าหนดระเบียบที่ไม่เป็นธรรม เอื้อประโยชน์ให้โรงงานสาวไหม และขณะเดียวกันก็ท่าร้ายโรงงานทอผ้าไหมให้มีต้นทุนสูง ท่าร้ายผู้ส่งออกที่ต้องขายราคาแพง ท่าให้ส่งออกได้น้อย และในขบวนการผลิตอันเป็นห่วงลูกโซ่อุปทาน ก็ท่าร้ายเกษตรกรที่ปลูกหม่อนเลี้ยงไหมสาวเส้นไหมเองด้วยมือ เนื่องจากความต้องการเส้นไหมลดลง และลดลงเรื่อย ๆ ท่าให้เกษตรกรเหล่านี้ขายเส้นไหมได้น้อยลง เลิกกันไปมาก ตลาดส่งออกไหมและผลิตภัณฑ์ที่ท่าจากไหม                                                                                                   
อนาคตอุตสาหกรรมสิ่งทอไทยสู่ต่างประเทศ
เมื่อวิเคราะห์ถึงสภาพและอายุการใช้งานของเครื่องจักรแล้ว ในช่วงการขยายตัวที่ผ่านมาส่วนใหญ่ใช้เครื่องจักรเก่าที่ผ่านการใช้งานมาหลายปีจากต่างประเทศ  ดังนั้น ผลิตภัณฑ์สิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในช่วงที่ผ่านมา ส่วนมากจึงได้มาจากการผลิตด้วยเครื่องจักรเก่าที่มีเทคโนโลยีล้าสมัย ผลผลิตและคุณภาพต่ำ ประกอบกับเทคโนโลยีการผลิตในต่างประเทศที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ทำให้ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการส่งออกสินค้าของไทยค่อนข้างมาก ทั้งในด้านการพัฒนาประสิทธิภาพ คุณภาพ รูปแบบและชนิดของสินค้า  โดยเมื่อเปรียบเทียบกับข้อมูลเครื่องจักรของประเทศต่างๆ ที่ผลิตสินค้าสำหรับตลาดระดับบน จะพบว่า อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยมีศักยภาพการแข่งขันไม่สูงมากนัก  เนื่องจากสาเหตุสภาพเครื่องจักรล้าสมัยดังกล่าว  และสำหรับสินค้าตลาดระดับล่าง ผู้ผลิตสิ่งทอไทยก็ไม่อาจแข่งขันกับประเทศที่มีโครงสร้างต้นทุนต่ำกว่า เช่น อินโดนีเซีย จีน และปากีสถานได้  ดังนั้น การหามาตรการปรับปรุงเพื่อให้อุตสาหกรรมนี้มีความสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก  จึงเป็นภาระกิจเร่งด่วนสำหรับอุตสาหกรรมนี้  การแก้ปัญหาประการหนึ่งของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยให้สามารถแข่งขันได้ จำเป็นที่จะต้องปรับเปลี่ยนเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่ใช้อยู่เดิม เป็นเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีก้าวหน้าให้ผลผลิตและคุณภาพสูง เพื่อที่จะทำให้สินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยมีคุณภาพได้มาตรฐานและสามารถแข่งขันในตลาดโลก                                                      
AEC กับการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย                
                                ประเทศอาเซียนแม้ว่าจะเป็นคู่แข่งทางด้านการส่งออกสินค้าประเภทเสื้อผ้าสำเร็จรูปที่สำคัญของไทย โดยเฉพาะ เวียดนาม กัมพูชา ลาว และอินโดนีเซียซึ่งมีข้อได้เปรียบทางด้านต้นทุนค่าจ้างแรงงานที่ต่ำ ประกอบกับ การได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากรเป็นการทั่วไป (GSP) จากประเทศผู้นำเข้าสำคัญของโลก อาทิ สหรัฐอเมริกา และ กลุ่มสหภาพยุโรป จึงเป็นปัจจัยที่นับเป็นข้อได้เปรียบสำคัญของประเทศเหล่านี้ แต่อย่างไรก็ตาม ในขณะเดียวกัน อาเซียนก็เป็นตลาดส่งออกสิ่งทอประเภทต้นน้ำและกลางน้ำอันประกอบไปด้วยผ้าผืน เส้นด้าย และเส้นใยประดิษฐ์ ที่สำคัญของไทยด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้เนื่องจาก ประเทศเหล่านี้มีพัฒนาการทางด้านมูลค่าการส่งออกเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสิ่งทอปลายน้ำที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ในขณะที่การผลิตวัตถุดิบยังไม่เพียงพอต่อความต้องการ หรือบางส่วนที่ผลิตได้ก็ยังมีคุณภาพไม่เพียงพอที่จะใช้ผลิตสินค้าเพื่อการส่งออก ทำให้ต้องนำเข้าวัตถุดิบเพื่อไปผลิตเป็นเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่มในขั้นตอนสุดท้าย ซึ่งไทยนับเป็นแหล่งนำเข้าที่สำคัญ เนื่องจากมีข้อได้เปรียบหลายประการ ทั้งด้านภาษีจากข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียน รวมไปถึงการมีพรมแดนติดต่อกันทำให้มีต้นทุนการขนส่งสินค้าข้ามแดนต่ำ รวมทั้งทำให้มีความสะดวกรวดเร็วในการส่งมอบสินค้า ประการสำคัญ คุณภาพสินค้าของไทยก็อยู่ในระดับมาตรฐานเป็นที่ยอมรับของตลาดโลก ซึ่งปัจจุบัน อาเซียนเป็นตลาดส่งออกคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 28.5 ของมูลค่าการส่งออกวัตถุดิบสิ่งทอต้นน้ำและกลางน้ำของไทย แต่คาดว่าในอนาคต การส่งออกเสื้อผ้าเครื่องนุ่งห่มจากอาเซียนที่มีต้นทุนการผลิตต่ำจะเพิ่มบทบาทความสำคัญมากขึ้นในตลาดโลก ประกอบกับ ข้อตกลงเขตการค้าเสรีอาเซียนที่กำหนดให้ปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าประเทศสมาชิกเหลือร้อยละ 0 จะมีผลบังคับในช่วง 1 มกราคม 2553 จะยิ่งทำให้อาเซียนเกิดการพึ่งพาวัตถุดิบระหว่างกันมากขึ้น ซึ่งไทยเองก็มีความพร้อมทางด้านการป้อนวัตถุดิบสิ่งทอที่มีคุณภาพให้กับประเทศในอาเซียนมากทีเดียว                     
2.3 ผ้าทอกับวิถีชีวิตคนไทย
                ไม่ว่าชนชาติใดในโลก ย่อมมีประวัติศาสตร์ที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง โดยเฉพาะความเป็นมาของเสื้อผ้า ซึ่งเป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ของมนุษย์ สามารถบ่งบอกเรื่องราวในอดีตได้เป็นอย่างดี ประเทศไทยก็เช่นกัน มีประวัติศาสตร์ของผ้าไทยมายาวนานไม่แพ้ชาติใดในโลก การทอผ้าที่เป็นภูมิปัญญาของเรานั้น สืบทอดมารุ่นแล้วรุ่นเล่า โดยสมาชิกเพศหญิงของครอบครัวจะถ่ายทอดให้กันผ้าทอพื้นบ้าน โดยทั่วไปมีอยู่สองลักษณะคือ ผ้าพื้น และผ้าลาย ผ้าพื้น ได้แก่ ผ้าที่ทอเป็นสีพื้นธรรมดา ไม่มีลวดลาย ใช้สีตามความนิยม ในสมัยโบราณสีที่นิยมทอกัน คือ สีน้ำเงิน สีกรมท่า และสีเทา ส่วนผ้าลายนั้น เป็นผ้าที่มีการประดิษฐ์ลวดลายเพิ่มเติมเพื่อความสวยงาม มีชื่อเรียกเฉพาะตามวิธี เช่น ถ้าใช้ทอ (เป็นลายหรือดอก) ก็เรียกว่า ผ้ายก เป็นต้นการทอผ้าของคนไทย หลายท้องถิ่นยังคงรักษารูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์ไว้อย่างเหนียวแน่น การทอผ้านอกจากเป็นศาสตร์และศิลป์จากจิตวิญญาณของคนไทยแล้ว ยังหมายความถึงวิถีชีวิต ความเชื่อ ขนมธรรมเนียมและพิธีกรรม ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ หากแต่ได้มีพัฒนาสิ่งต่างๆไปตามยุคสมัยทั้งรูปแบบ การย้อมสี และลวดลาย เสื้อผ้าอาภรณ์ของไทยในสมัยก่อนยังบ่งบอกถึงฐานะทางสังคม ชาติพันธุ์ วัฒนธรรมประเพณีในสมัยนั้นๆ                       
โอกาสการส่งออกไหม                                                     
ปัจจุบัน ตลาดผ้าไหมไทยมีมูลค่าซื้อขายถึง 6,000 ล้านบาทต่อปี ในปี 2557 สินค้ากลางน้ำ หรือผ้าไหม มีปริมาณการส่งออกที่ 496,499,291 บาท เพิ่มขึ้นจากปี 2556 ร้อยละ 76.26 ในขณะที่สินค้าต้นน้ำ หรือไหมดิบ มีมูลค่าตลาดเพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 3.8 และสินค้าปลายน้ำมีมูลค่าลดลงร้อยละ 2.95 เมื่อเทียบปีต่อปี  ในขณะที่จีนกำลังขยายตลาดผ้าไหมในประเทศ ไทยจึงต้องเร่งมือยกระดับผ้าไหมไทย นอกจากผ้าไหมแท้ ไทยควรชูผ้าไหมทอเทียมที่มีคุณสมบัติเส้นเล็ก เบาสบาย ไร้รอยต่อ เข้าสู่ตลาดจีนด้วย นอกจากนี้ เส้นใยประดิษฐ์(เส้นใยสังเคราะห์และเส้นใยกึ่งสังเคราะห์)มีแนวโน้มการผลิตสูงมากขึ้นจากความต้องการตลาดโลก โดยมียอดผลิตถึง 80.8 ล้านตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 8.6 จากปี 2553 คิดเป็น 6.4 ล้านตัน จำแนกเป็นเส้นใยสังเคราะห์ร้อยละ 56 (45.25 ล้านตัน)  เส้นใยธรรมชาติร้อยละ 39 (31.51 ล้านตัน) เส้นใยกึ่งสังเคราะห์เซลลูโลสร้อยละ 5 (4.04 ล้านตัน) จากความสอดคล้องของตัวเลขที่น่าสนใจนี้สะท้อนว่า ในด้านประเทศไทย อุตสาหกรรมเส้นใยไทยน่าจะเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ลำดับต้นๆ ดังตัวเลขมูลค่าการส่งออกที่คิดเป็นร้อยละ 3.4 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ก่อให้เกิดการจ้างงานทั้งระดับแรงงานมีฝีมือ ไร้ฝีมือ และในกลุ่มธุรกิจเกี่ยวเนื่องกว่า 1 ล้านคน คิดเป็นร้อยละ 20 ของการจ้างงานในอุตสาหกรรมการผลิตทั้งหมดของไทย ดังนั้น เพื่อเป็นการเตรียมการสู่การพัฒนาศักยภาพการผลิตในอนาคต ผู้ประกอบการไทยควรเตรียมวัตถุดิบตลอดจนอุตสาหกรรมไหมเทียมและโรงงานแปรรูปไหมครบวงจร  



บทที่  3
วิธีดำเนินการ

                รายงาน เรื่อง การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ ผู้ศึกษาได้ดำเนินการ ดังนี้

วิธีดำเนินการ
                รายงาน เรื่อง ส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ มีวิธีดำเนินการศึกษาค้นคว้า ดังนี้
                1.ตั้งประเด็นศึกษา
1.1 การส่งออก
              1.1.1 ระเบียบการส่งออก                                               (http://ditp.go.th/main.php?filename=rule_goods)
              1.1.2 กฎหมายลิขสิทธิ์การส่งออก (http://www.siam.edu/siamedu_thai_mainpage/images/stories/article/54/siam_article_14_54.pdf)
              1.1.3 วิธีการส่งออก                                         (http://internet1.customs.go.th/ext/Formality/ExportFormalities.jsp)
       1.2 ผ้าไหม
              1.2.1 ลวดลายผ้าไหม     
(http://phathai.tripod.com/html/Phathai1_3_1.html)
              1.2.2 วิธีการเลี้ยงไหม
(http://www.qsds.go.th/KMweb/knowledge/knowledge12.html)
              1.2.3 วิธีการทอผ้าไหม (http://www.openbase.in.th/node/10718)

                2.ที่มาของแหล่งข้อมูล
การรวบรวมแหล่งข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้มาจากหนังสือและงานวิจัยต่างๆ จากการสืบค้นผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ตที่เป็นสื่ออย่างง่ายและมาความสะดวกรวดเร็วที่สุด และยังเป็นที่นิยมอย่างสูงในการหาข้อมูล เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลที่มากมาย มีความหลากหลาย ที่สามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสมกับในแต่ละรายบุคคลที่ต้องการใช้เนื้อหาต่างๆซึ่งมีข้อมูลความรู้ที่จำเป็นและเป็นประโยชน์ต่อการศึกษาและงานวิจัยที่ใช้เป็นแนวทางการเรียบเรียงข้อมูลของตนเองได้อย่างถูกต้อง การอ่านหรือการศึกษางานวิจัยที่มีความถูกต้องแล้วจะช่วยให้ผู้ศึกษามีความรู้ความสามารถในการดำเนินงานของตนเองได้อย่างถูกต้องละเหมาะสมที่สุด
               

3.รวบรวม/เก็บข้อมูล
ในการเลือกใช้หัวข้อการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศเป็นหัวข้อในการศึกษาเพราะผ้าไหมไทยเป็นภูมิปัญญาที่น่ายกย่องและความมีการสนับสนุนเพื่อเป็นการอนุรักษ์ในอีกรูปแบบหนึ่ง การรวบรวมและการเก็บข้อมูลมาการสืบค้นข้อมูลจากอินเทอร์เน็ต ซึ่งถือว่าเป็นสื่อที่มีความสะดวกรวดเร็วในการสืบค้นข้อมูลอย่างมาก และยังเป็นที่นิยมอย่างสูงในการหาข้อมูล และมีการศึกษาจากหนังสืองานวิจัยต่างๆ ได้แก่ การออกแบบและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากผ้าไหมไทยสุรินทร์ การศึกษาพฤติกรรมการซื้อผ้าไหมของผู้บริโภค  การศึกษาวิเคราะห์ผ้ามัดหมี่อำเภอนาโพธิ์ AEC กับการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย ผ้าไหมไทยสู่ AEC  ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่ใช้ในการประกอบงานวิจัย และเป็นข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ                                         



บทที่  4
ผลการดำเนินการ

                รายงาน เรื่อง การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ ผู้ศึกษาได้นำเสนอผลการวิเคราะห์ข้อมูลและการแปรผลที่ได้จากการรวิเคราะห์มีผลการดำเนินการ ดังนี้

ผลการดำเนินการ

1.ตั้งประเด็นศึกษา
1.1 การส่งออก
              1.1.1 ระเบียบการส่งออก
    ในการส่งออกสินค้า ผู้ส่งออกก็จะต้องปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ และประกาศที่กรมศุลกากรและหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในการส่งออกกำหนดไว้ให้ครบถ้วนเช่นเดียวกับการนำเข้า โดยมีคำแนะนำในการจัดเตรียมเอกสาร และปฏิบัติตามขั้นตอนพิธีการศุลกากรในการส่งออกสินค้า ดังนี้

1.
 ประเภทใบขนสินค้าขาออก  เป็นแบบพิมพ์ที่กรมศุลกากรกำหนดให้ผู้ส่งออกต้องยื่นต่อกรมศุลกากรในการส่งออกสินค้า ซึ่งจำแนกออกเป็น 4 ประเภท ตามลักษณะการส่งออก ดังนี้

(1) แบบ กศก.101/1 ใบขนสินค้าขาออก ใช้สำหรับการส่งออกในกรณี ดังต่อไปนี้
         การส่งออกสินค้าทั่วไป
        การส่งออกของส่วนบุคคลและเอกสิทธิ์
        การส่งออกสินค้าประเภทส่งเสริมการลงทุน (BOI)
        การส่งออกสินค้าจากคลังสินค้าทัณฑ์บน
        การส่งออกสินค้าที่ขอชดเชยค่าภาษีอากร
        การส่งออกสินค้าที่ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ
       การส่งออกสินค้าที่ต้องการใบสุทธินำกลับ
        การส่งสินค้ากลับออกไป (RE-EXPORT)
(2) แบบ กศก.103 คำร้องขอผ่อนผันรับของ/ส่งของออกไปก่อน ใช้สำหรับการขอส่งสินค้าออกไปก่อนปฏิบัติพิธีการใบขนสินค้าขาออกในลักษณะที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ ในประมวลระเบียบปฏิบัติศุลกากร พ.ศ. 2544
(3) แบบ A.T.A. Carnet ใบขนสินค้าสำหรับนำของเข้าหรือส่งของออกชั่วคราว ใช้สำหรับพิธีการส่งของออกชั่วคราวในลักษณะที่กำหนดในอนุสัญญา

(4) ใบขนสินค้าพิเศษสำหรับรถยนต์และจักรยานยนต์นำเข้าหรือส่งออกชั่วคราว ใช้สำหรับการส่งออกรถยนต์และจักรยานยนต์ชั่วคราว
2. เอกสารที่ผู้ส่งออกควรจัดเตรียมในการส่งออกสินค้า

(1)  ใบขนสินค้าขาออก ประกอบด้วยต้นฉบับและสำเนา 1 ฉบับ
(2)  บัญชีราคาสินค้า (Invoice) 2 ฉบับ
(3)  แบบธุรกิจต่างประเทศ (Foreign Transaction Form) : ธต. 1 จำนวน 2 ฉบับ กรณีสินค้าส่งออกมีราคา FOB เกิน
      500,000 บาท
(4)  ใบอนุญาตส่งออกหรือเอกสารอื่นใดสำหรับสินค้าควบคุมการส่งออก
(5)  เอกสารอื่น ๆ (ถ้ามี)
3. ขั้นตอนการปฏิบัติพิธีการส่งออกสินค้า

(1)  ผู้ส่งออกหรือตัวแทนส่งข้อมูลใบขนสินค้าขาออกและบัญชีราคาสินค้า (Invoice) ทุกรายการจากเครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ส่งออกหรือตัวแทนมายังเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากร โดยผ่านบริษัทผู้ให้บริการระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลอิเล็คทรอนิกส์
(2)  เมื่อเครื่องคอมพิวเตอร์ของกรมศุลกากรตรวจสอบข้อมูลในใบขนสินค้าขาออกส่งมาถูกต้องครบถ้วนแล้ว จะออกเลขที่ใบขนสินค้าขาออกและตรวจสอบเงื่อนไขต่างๆที่กรมศุลกากรกำหนดไว้ เพื่อจัดกลุ่มใบขนสินค้าขาออกเป็น 2 ประเภท ดังต่อไปนี้และแจ้งกลับไปยังผู้ส่งออกหรือตัวแทน เพื่อจัดพิมพ์ใบขนสินค้า
      ใบขนสินค้าขาออกที่ต้องตรวจสอบพิธีการ (Red Line) สำหรับใบขนสินค้าประเภทนี้ ผู้ส่งออกหรือตัวแทนต้องนำใบขนสินค้าไปติดต่อกับหน่วยงานประเมินอากรของท่าที่ผ่านพิธีการ
      ใบขนสินค้าขาออกที่ไม่ต้องตรวจสอบพิธีการ (Green Line) สำหรับใบขนสินค้าขาออกประเภทนี้ ผู้ส่งออกสามารถชำระค่าอากร (ถ้ามี) และดำเนินการนำสินค้าไปตรวจปล่อยเพื่อส่งออกได้เลยโดยไม่ต้องไปพบเจ้าหน้าที่ประเมินอากร
4. ข้อควรทราบเพิ่มเติมในการส่งออกสินค้า

(1)   ถ้าสินค้าที่ส่งออกเป็นสินค้าที่ผู้ส่งออกประสงค์จะนำกลับเข้ามาในประเทศไทยอีกภายในหนึ่งปีโดยขอยกเว้นอากรขาเข้า ให้เพิ่มคู่ฉบับใบขน
สินค้าขาออกอีกหนึ่งฉบับเพื่อใช้เป็นหลักฐานที่เรียกว่า ใบสุทธินำกลับ เพื่อเป็นหลักฐานในการนำสินค้ากลับเข้ามา
(2)   การส่งน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันที่ผลิตในราชอาณาจักรไปจำหน่ายยังต่างประเทศและผู้ส่งออกต้องการขอคืนภาษีน้ำมันของกรมสรรพ
สามิต ให้เพิ่มคู่ฉบับใบขนสินค้าขาออกอีกหนึ่งฉบับและเขียนหรือประทับตรายางมีข้อความว่า ขอคืนภาษีน้ำมันหรือผลิตภัณฑ์น้ำมันไว้
ตอนบนใบขนสินค้าขาออกและคู่ฉบับ
(3)   สำหรับท่ากรุงเทพ การส่งสินค้า Re-Export ไปยังประเทศ สปป.ลาวและประสงค์จะขอคืนอากรขาเข้า ให้เพิ่มคู่ฉบับใบขนสินค้าขาออก
อีกหนึ่งฉบับแนบติดกับต้นฉบับใบขนสินค้าขาออกด้วย
(4)   การส่งออกที่ผู้ส่งออกประสงค์จะได้เอกสารส่งออกจากกรมศุลกากรเพื่อขอรับเงินชดเชยอากร จะต้องยื่นคู่ฉบับใบขนสินค้าขาออกอีกหนึ่ง
ฉบับ ซึ่งมีลักษณะพิเศษคือมีสีน้ำเงินที่มุมทั้ง 4 มุม
(5)   สินค้าส่งออกที่ขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ จะต้องยื่นใบแนบใบขนสินค้าขาออก เพื่อขอคืนอากรตามมาตรา 19 ทวิ
(6)   สถานที่สำหรับตรวจสินค้าขาออก มีดังนี้
        ท่าศุลกสถาน (ท่ากองตรวจสินค้าขาออกเดิม) หรือ ณ ทำเนียบท่าเรือที่ได้รับอนุมัติสำหรับการนำเข้า - ส่งออก
         งานตรวจคอนเทนเนอร์และสถานีตรวจสอบขาออก (Main Gate) ฝ่ายตรวจสินค้าที่ 2 ภายในบริเวณท่าเรือกรุงเทพ
         สถานีตรวจและบรรจุสินค้าเข้าคอนเทนเนอร์ เพื่อการส่ง ออก (สตส. LCY.)
         สำหรับข้าว แร่ ยาง ณ โรงเก็บข้าว โรงสีข้าว โรงเก็บแร่ โรงเก็บ ยาง อันได้รับอนุมัติตามมาตรา 7(4) แห่ง พ.ร.บ.ศุลกากร
           พ.ศ. 2469
         โรงพักสินค้าสำหรับตรวจของขาเข้า และบรรจุของขาออกที่ ขนส่งโดยระบบคอนเทนเนอร์ นอกเขตท่าทำเนียบท่าเรือ
           (รพท. หรือ I.C.D./INLAND CONTAINER DEPOT)
         ทำเนียบท่าเรือเอกชน
         เขตอุตสาหกรรมส่งออกต่าง ๆ
         โรงงานหรือสถานประกอบการของผู้ส่งออก
         ด่านศุลกากรภูมิภาคต่าง ๆ

6. สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
      กรณีผู้ส่งออกมีปัญหาหรือข้อสงสัยเกี่ยวกับการส่งออกสินค้า สามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้จากสำนักงานศุลกากรหรือด่านศุลกากรที่ส่งออกทุกแห่งในวันและเวลาราชการ
              1.1.2 กฎหมายลิขสิทธิ์การส่งออก
กฎหมายลิขสิทธิ์ไทย เป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับเมื่อ พ.ศ. 2537 กำหนดงานที่ได้รับความคุ้มครอง อันได้แก่ งานสร้างสรรค์ประเภท วรรณกรรม นาฏกรรม ศิลปกรรม ดนตรีกรรมโสตทัศนวัสดุ ภาพยนตร์ สิ่งบันทึกเสียง งานแพร่เสียงแพร่ภาพ หรืองานอื่นใดในแผนกวรรณคดี แผนกวิทยาศาสตร์ หรือแผนกศิลปะ ของผู้สร้างสรรค์ ไม่ว่างานดังกล่าวจะแสดงออกโดยวิธีหรือรูปแบบอย่างใด
งานด้านวรรณกรรมที่กฎหมายลิขสิทธิ์คุ้มครอง ได้แก่ งานนิพนธ์ที่ทำขึ้นทุกชนิด เช่น หนังสือ จุลสาร สิ่งเขียน สิ่งพิมพ์ ปาฐกถา เทศนา คำปราศรัย สุนทรพจน์ รวมถึง โปรแกรมคอมพิวเตอร์ การคุ้มครองงานสร้างสรรค์เหล่านี้จะเกิดขึ้นทันทีเมื่อสร้างขึ้นโดยไม่มีขั้นตอนทางกฎหมายใดๆและไม่จำต้องมีการเผยแพร่ผลงานสู่สาธารณชนก่อน จึงหมายความว่า เมื่อท่านสร้างสรรค์งานหรือเขียนงานนิพนธ์ขึ้นชิ้นหนึ่ง กฎหมายให้ความคุ้มครองงานชิ้นนั้นทันที เจ้าของผลงานเท่านั้นมีสิทธิ์ในการเผยแพร่งานสู่สาธารณชน เว้นแต่ได้รับความยินยอมหรืออนุญาตจากเจ้าของ หาผู้ใดทำละเมิดนำงานไปเผยแพร่ คัดลอก ดัดแปลง ไม่ว่าบางส่วนหรือทั้งหมด จักต้องรับโทษอาญาและชดใช้ค่าเสียหายทางแพ่งแก่ผู้สร้างสรรค์งานชิ้นนั้น ส่วนการจดแจ้งงานลิขสิทธิ์ที่กระทำกับกรมทรัพย์สินทางปัญญานั้น มิใช่การจดทะเบียนลิขสิทธิ์ แต่เป็นการเผยแพร่ชื่องานลิขสิทธิ์ของตนแก่บุคคลภายนอกเพื่อประโยชน์ในการค้นหา ติดต่อ กับเจ้าของชิ้นงาน อันเป็นความช่วยเหลือของทางการในการเป็นแหล่งข้อมูลแก่เอกชนที่สันใจใช้ประโยชน์จากงานลิขสิทธิ์
ลิขสิทธิ์เกิดขึ้นทันทีเมื่อมีการสร้างสรรค์งานขึ้น ใครผลิต สร้างขึ้นก่อน ย่อมถือเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์คนแรก ผู้ใดจะนำงานชิ้นนั้นไปพิมพ์ซ้ำ เผยแพร่ทุกรูปแบบไม่ได้ จนกว่าจะรับความยินยอมจากเจ้าของชิ้นงานก่อน ดังนั้น การสร้างสรรค์งานอันมีลิขสิทธิ์และได้รับความคุ้มครองจากกฎหมายนั้นไร้ขั้นตอนยุ่งยาก หากคนไทยชื่นชอบสร้างสรรค์งาน ย่อมส่งผลต่อความเจริญของชาติ แม้จะเป็นงานวรรณกรรม เพราะการเขียนอักษรบ่งบอกถึงการพัฒนาทางปัญญา แนวความคิด ของคนในชาติ จักสังเกตได้ว่าชาติตะวันตก ญี่ปุ่น จีน เกาหลี ต่างมีงานวรรณกรรมหลากหลาย คนในชาติชอบเขียนหรือ/และอ่าน ประเทศจึงเจริญพัฒนาอย่างรวดเร็วและเป็นที่น่าเกรงขามในสายตาของชาติอื่นด้วย งานวรรณกรรมของหลายประเทศนำรายได้เข้าประเทศสูงมาก ถือเป็นงานส่งออกชิ้นเอก เช่น หนังสือแฮรี่ พอตเตอร์ การ์ตูนและนิยายรักหรือลึกลับของญี่ปุ่นกับเกาหลี นิยายรักหรือกำลังภายในของจีน ฮ่องกง หรือไต้หวัน เป็นต้น รายได้จากลิขสิทธิ์งานของตนอาจเปลี่ยนแปลงชีวิตไปอีกรูปแบบหนึ่งได้ ตัวอย่างเช่น บิลเกตที่ผลิตซอฟต์แวร์ไมโครซอฟท์ซึ่งคนใช้ทั้งโลก เจ้าของกูเกิ้ล เซิร์ชเอนจินระดับต้นของโลก เป็นต้น การผลิตงานอันมีลิขสิทธิ์ย่อมเปลี่ยนแปลงชีวิตของคนไทยได้เช่นกัน ขอเพียงมีความมุ่งมั่นต่อการสร้างสรรค์งานทุกชนิด การลอกเลียน คัดลอก ดัดแปลง งานของผู้อื่น เป็นการทำลายเกียรติภูมิของตัวเอง ตัดโอกาสแสดงฝีมือแท้จริงให้ประจักษ์แก่สายตาของผู้อื่น จึงควรทุ่มเทพลังสร้างสรรค์แล้วผลิตงานอันเป็นฝีมือของตนเพื่อให้คนอื่นได้ชื่นชมชิ้นงานเหล่านั้น มันเป็นความภูมิใจของตัวเองและประเทศชาติ หากเป็นที่สนใจของคนทั่วโลก ก็เปลี่ยนแปลงชีวิตของผู้สร้างสรรค์ได้อันเป็นผลตอบแทนจากความอุตสาหะของตน
              1.1.3 วิธีการส่งออก
                                เพื่อให้ธุรกิจการส่งสินค้าออกของไทยประสบความสำเร็จและมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มมากขึ้นผู้ประกอบการที่จะ เข้ามาในธุรกิจนี้ จำเป็นที่จะต้องเรียนรู้ขั้นตอน กระบวนการปฏิบัติต่างๆในการส่งออกสินค้าให้ดีเสียก่อน
เนื่องจากขั้นตอนการส่งออกสินค้า เป็นสิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบธุรกิจส่งออกจะต้องทำความเข้าใจและศึกษา
ข้อปฏิบัติให้ถูกต้อง เพื่อให้การประกอบธุรกิจส่งออกได้รับผลสำเร็จคุ้มค่ากับความตั้งใจการลงทุน
ขั้นตอนการส่งออกประกอบด้วย
1. การจดทะเบียนพาณิชย์ 2. การจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และการขอมีเลขและบัตรประจำตัวผู้เสียภาษี อากร 3. เสนอขายและรับการสั่งซื้อ 4. การเตรียมสินค้า 5. ติดต่อขนส่ง 6.จัดเตรียมเอกสารเพื่อการส่งออก 7. ติดต่อผ่านพิธีการศุลกากร (การขึ้นทะเบียนระบบ Paperless • พิธีการประเมินอากร
พิธีการตรวจสินค้า) 8. การส่งมอบสินค้า 9. การเรียกเก็บเงินค่าสินค้า 10. การขอรับสิทธิประโยชน์
อันดับแรกของการประกอบธุรกิจส่งออก จำเป็นต้องศึกษากฎเกณฑ์และระเบียบอันเกี่ยวข้องกับการส่งออก
โดยเฉพาะกฎหมายเกี่ยวกับศุลกากร กฎหมายควบคุมสินค้าขาออก ทั้งนี้ เพื่อให้มีความเข้าใจอย่างถูกต้อง
ตรงกันดังนั้น รัฐบาลจึงได้กำหนดการส่งออกสินค้าตามกลุ่มของสินค้าเป็น 3 กลุ่มคือ
1. สินค้ามาตรฐาน
2. สินค้าควบคุม หรือสินค้าที่มีมาตรการจัดระเบียบการส่งออก
3. สินค้าเสรี (ทั่วไป)
เมื่อผู้ซื้อในต่างประเทศได้รู้จักสินค้าและให้ความสนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม ในเรื่องราคา ปริมาณ 
ผู้ขายสินค้าจะต้องยื่นข้อเสนอราคาที่เหมาะสมและกำหนดเวลาในการจัดส่งหรือรายละเอียดอื่นตามที่ผู้ซื้อ
ต้องการทราบ หากผู้ซื้อพอใจในสินค้าและราคาแล้ว จึงจะเกิดการสั่งซื้อ ด้วยการออกคำสั่งซื้อสินค้า
(Purchase Order) มายังผู้ขาย เพื่อให้ผู้ขายออกเอกสาร Pro-forma Invoice ไปให้แล้วผู้ซื้อก็จะนำไปใช้ เป็นหลักฐานในการเปิด Letter of Credit (L/C) ต่อธนาคารของผู้ซื้อและเมื่อธนาคารของผู้ซื้อรับการสั่งซื้อ
แล้วก็ทำการจัดส่ง Letter of Credit (L/C) มายังธนาคารในประเทศของผู้ขาย
ในขั้นตอนต่อไปผู้ขายทำการผลิตสินค้าให้พร้อมเสร็จสิ้นก่อนกำหนดส่งสินค้า ทำการตรวจสอบ กำหนดการ
จองระวาง ตารางการเดินเรือ หรือเที่ยวบินไว้ล่วงหน้า ต่อมาก็จัดทำ บัญชีราคาสินค้า (Invoice) ขออนุญาต
กรณีสินค้าเป็นสินค้าควบคุม จัดทำใบรายการบรรจุหีบห่อ (Packing List)อาจต้องขอหนังสือรับรองแหล่ง
กำเนิดสินค้า (C/O หรือ Certificateof Origin) ตามข้อกำหนดของประเทศผู้ซื้อ
เมื่อเตรียมเอกสารประกอบการส่งออกครบแล้ว และถึงเวลาตามที่ได้สัญญากับผู้ซื้อไว้แล้ว สินค้าพร้อมแล้ว
ก็ทำการผ่านพิธีศุลกากร จัดทำใบขนสินค้าขาออก ใบกำกับการขนย้าย การบรรจุสินค้าเข้าตู้ ขึ้นเรือ
หรือขึ้นพาหนะที่ใช้ขนสินค้าส่งออก   เมื่อพาหนะออกจากท่าที่ส่งออกแล้ว ผู้ส่งออกรับใบตราส่ง
ขั้นตอนการเรียกเก็บเงิน ผู้ส่งออกจะต้องตรวจสอบเอกสารทั้งหมด ก่อนนำไปยื่นขอขึ้นรับเงินกับธนาคาร
เอกสารที่จำเป็น คือตั๋วแลกเงิน (Bill of Exchange) เป็นตราสารที่ผู้รับประโยชน์ตาม L/C หรือผู้ขายสินค้า
เป็นผู้ออกตั๋วเงินเพื่อสั่งให้ผู้ซื้อสินค้าจ่ายเงินตามตั๋วแลกเงินภายในเวลาที่ตกลงไว้ในสัญญา         
       1.2 ผ้าไหม
              1.2.1 ลวดลายผ้าไหม
ลวดลายของผ้าไทย
เป็นการสื่อความหมายให้ทราบถึงขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลป วัฒนธรรม ศาสนาของแต่ละท้องถิ่นที่มีความแตกต่างกัน แต่จุดประสงค์หลักของหัตถกรรมพื้นบ้านประเภทนี้เพื่อต้องการถ่ายทอดจินตนาการให้ผู้สวมใส่ได้รับรู้แหล่งที่มาของผ้าที่มีรูปแบบการถักทอแตกต่างกันดังรายละเอียดต่อไปนี้
ผ้าทอลายขิด
  คำว่า "ขิด" เป็นภาษาพื้นบ้านของชาวอีสานแผลงมาจากคำว่าสะกิด หมายถึง การขัดทำให้เกิดการซ้อนกันของเส้นด้าย 2 กลุ่ม คือ เส้นด้ายพุ่งและเส้นด้ายยืน เกิดเป็นลวดลายที่มีความวิจิตรงดงามบนผืนผ้า ดังนั้นผ้าขิดจึงมีต้นกำเนิดมาจากจังหวัดในภาคอีสาน ได้แก่ อุดรธานี หนองคาย อุบลราชธานี ยโสธร มหาสารคาม สุรินทร์ บุรีรัมย์ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันบางจังหวัดทางภาคเหนือ เช่น อุตรดิตถ์ สุโขทัย กำแพงเพชร พิษณุโลก และอุทัยธานี ภาคกลาง เช่น ลพบุรี เพชรบูรณ์ หรือภาคใต้ เช่น สุราษฎร์ธานี ตรัง สงขลาบางหมู่บ้านหันมาผลิตผ้าชนิดนี้เป็นอาชีพหลัก ถือว่าเป็นหัตถกรรมในครอบครัวที่สร้างรายได้ให้กับชุมชน
ลวดลายของผ้าขิดที่นิยมทอแบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่มของลายสัตว์ เช่น ช้าง พญานาค รังผึ้ง ตะขาบ
2. กลุ่มของลายพันธุ์ไม้ เช่น ดอกแก้ว ดอกมะลิ ดอกพิกุล
3. กลุ่มของลายสิ่งของเครื่องใช้ เช่น ธรรมาสน์ ขันหมาก ดาวเทียม
4. กลุ่มของลายรูปทรงเรขาคณิต เช่น เส้นตรง วงกลม สามเหลี่ยม
5. กลุ่มของลายผสม หรือลายขัดแพรวา เช่น ช่อขันหมาก นาคสี่เหลี่ยม เป็นต้น 
ผ้ายก 
ใช้วิธีการที่คล้ายคลึงกับผ้าทอลายขิด กล่าวคือ ใช้ไม้ปลายแหลมยกเส้นด้ายยืนให้ลอยขึ้น สอดใส่เส้นด้ายพุ่งที่ทำจากไหมเข้าไปขัดกับเส้นยืน กลายเป็นผ้าพื้นสลับกับการพุ่งด้ายที่ทำจากดิ้นเงินหรือดิ้นทองให้เกิดเป็นลวดลายตามความต้องการ เส้นด้ายยืนที่ใช้ทอผ้ายกส่วนใหญ่ทำจากไหม ไหมเทียม ฝ้าย และด้ายใยผสม เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้กับผืนผ้า หัตถกรรมประเภทนี้มีมากในจังหวัดภาคเหนือ เช่น เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง ภาคอีสานที่จังหวัดร้อยเอ็ด มุกดาหาร ส่วนภาคใต้ ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช เป็นต้น
ผ้าจกหรือผ้าซิ่นตีนจก
  คำว่า "จก" แผลงมาจาก "ฉก" หมายถึง การทำให้เกิดลวดลายบนผืนผ้าด้วยเส้นด้ายพุ่งที่ทำจากไหมหรือฝ้าย ชนิดพิเศษมีสีสดใส ขัดกับเส้นด้ายยืนที่ถูกยกขึ้นด้วยไม้ปลายแหลม ขนแม่น หรือนิ้วมือ ลวดเร็วประดุจงูฉก มรดกทางวัฒนธรรมนี้สื่อถึงอุปนิสัย อารมณ์ที่เยือกเย็นของผู้ทอ มีขั้นตอนซับซ้อนมาก เป็นการผสมระหว่างการปักกับการทอผ้าขิดและผ้ายก กล่าวคือ การทอขิดหรือยกจะใช้เส้นด้ายพุ่งเป็นสีเดียวกันตลอดแนวตามความกว้างของผืนผ้า ส่วนผ้าจกลวดลายเกิดขึ้นจากการยกเส้นด้ายยืนขึ้นสอดใส่ด้ายพุ่งสีเดียวหรือหลายสีจกเข้าไปขัดกับเส้นยืนดังนั้นลวดลายที่เกิดจากเส้นด้ายพุ่งในแนวเดียวกันจึงมีสีต่างกัน เช่น ลายสี่ดอกตัด แปดดอกตัด น้ำค้าง สองห้อง เป็นต้น คุณลักษณะพิเศษของผ้าชนิดนี้ด้านหน้ามีผิวเรียบด้านหลังเกิดรอยต่อของเส้นพุ่งเป็นปุ่มปมใช้ตัดเย็บเสื้อผ้า ผ้านุ่ง ผ้าห่ม ย่าม หมอน หัตถกรรมนี้นิยมทอกันในภาคเหนือที่จังหวัดสุโขทัย น่าน เชียงใหม่ อุตรดิตถ์ ภาคกลางที่จังหวัดชัยนาท สุพรรณบุรี และราชบุรี เป็นต้น
ผ้าล้วงหรือผ้าลายน้ำไหล  เป็นผ้าทอพื้นเมือง กลุ่มล้านนาในจังหวัดน่าน เชียงราย เชียงใหม่ โดยการสอดใส่เส้นด้ายพุ่งสีเดียวหรือหลายสีที่ทำจากฝ้ายและไหมขัดกับเส้นยืนประเภท ฝ้ายหรือด้ายผสม P/C ลวดลายที่ปรากฏบนผืนผ้าเป็นผลพวงมาจากสีของเส้นด้ายพุ่งที่ต่อเชื่อมกันอย่างลงตัว ประดุจดั่งการเคลื่อนตัวของสายน้ำในลำธาร สื่อให้ทราบถึงวัฒนธรรม ชีวิตความเป็นอยู่ ประเพณี และอุปนิสัยของผู้ทอผ้า ลวดลายที่สำคัญได้แก่ ลายทางยาวคล้ายคลื่น บันได จรวด ชั้นของเจดีย์ เป็นต้น
ผ้ามัดหมี่
  เป็นผ้าทอพื้นเมืองของภาคอีสานในจังหวัดสุรินทร์ ชัยภูมิ บุรีรัมย์ กาฬสินธุ์ ฯลฯ ภาคอื่นเช่นจังหวัด อุทัยธานี ชัยนาท สุพรรณบุรี ลวดลายของผ้ามัดหมี่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นตามแนวของเส้นด้ายพุ่ง เนื่องจากกระบวนการย้อมสีจะใช้เชือกกล้วย พลาสติก มัดเส้นพุ่งที่ทำจากฝ้ายหรือไหมให้ได้ขนาดความยาวตามที่ต้องการ จุ่มลงไปในสีย้อม สีจะวิ่งไปตามช่องว่างของเส้นด้ายที่ไม่ได้ถูกมัด เกิดเป็นลวดลายตามที่ต้องการโดยมีคุณลักษณะพิเศษคือ ความเข้มข้นของสีไม่กลมกลืนกันเป็นผลมาจากวิธีการมัด บางท้องถิ่นอาจนำเส้นยืนมามัดและย้อมด้วยวิธีดังกล่าว แล้วจึงนำไปทอให้เส้นพุ่งขัดกับเส้นยืนได้ลวดลายที่แปลกออกไปแตกต่างกับผ้าชนิดอื่น เช่น ลายสัตว์ ลายพระตะบอง ลายปูมเขมร เป็นต้น ในอดีตผ้ามัดหมี่นิยมนำมาตัดให้กับขุนนางชั้นผู้ใหญ่ของไทย แต่ในปัจจุบันใช้ตัดเย็บเสื้อผ้า ผ้าพันคอ ผ้าห่ม ปลอกหมอน เป็นต้น
ผ้าแพรวา
  เป็นผ้าพื้นเมืองที่สำคัญของจังหวัดกาฬสินธุ์ คำว่าแพรวาเป็นคำผสมระหว่าง "แพร" ซึ่งหมายถึง การทอผ้าให้เป็นผืนด้วยฝ้ายหรือไหมและ "วา" หมายถึง ความยาวของผืนผ้าที่ทอได้ ด้วยวิธีขิดหรือขิดผสมจกได้ลวดลายตามแนวของเส้นด้ายพุ่งที่ใช้สีต่างกัน ดังนั้นลายที่เกิดขึ้นในแต่ละแถวจึงมีสีต่างกันด้วยในอดีตผ้าชนิดนี้ถูกจัดให้เป็นผ้าชั้นสูงสำหรับโพกศีรษะและเสื้อเท่านั้น ไม่นิยมตัดเป็นกระโปรงหรือผ้าถุงผลิตภัณฑ์ส่วนใหญ่จึงอยู่ในรูปของผ้าห่มเฉียงไหล่ ผ้าคลุมศีรษะ ผ้าสไบ เป็นต้น แต่ในปัจจุบันนิยมนำมาตัดเย็บเป็นกระโปรงชุดสำหรับการสวมใส่
ผ้าม่อฮ่อม  เป็นผ้าพื้นเมืองที่สำคัญของจังหวัดแพร่ โดยใช้เส้นด้ายพุ่งและยืนที่ได้จากฝ้ายทอให้เกิดลวดลายขัดธรรมดาย้อมด้วยสีครามที่ได้จากต้นฮ่อมหรือต้นคราม จะได้ผ้ามีสีเดียวกันตลอดทั้งผืน ปัจจุบันนำมาตัดเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ เช่น กางเกง กระโปรง เสื้อ ผ้าเช็ดหน้า เป็นต้น
ผ้าบาติค
  หรือผ้าปาเต๊ะ เป็นผ้าพื้นเมืองที่สำคัญของภาคใต้ในจังหวัดสงขลา ยะลา ปัตตานีและนราธิวาส มีความแตกต่างกับผ้าไทยชนิดอื่นอย่างชัดเจน เนื่องจากลวดลายเกิดขึ้นจากการใช้สีเขียนหรือย้อมให้ซึมผ่านทะลุด้านหน้าหลังของผืนผ้าที่ทำจากฝ้าย ไหม และไหมเทียม แทนการถักทอ ผลิตภัณฑ์ที่ได้ เช่น ผ้าตัดเสื้อ กระโปรง ผ้าพันคอ ผ้าเช็ดหน้า ปลอกหมอน เป็นต้น
ผ้าเกาะยอ
  เป็นผ้าทอยกดอกที่มีชื่อเสียงของภาคใต้ในเขตเกาะยอ จังหวัดสงขลา วัสดุ ที่ใช้ในการทอผ้าเป็นฝ้ายและเส้นใยสังเคราะห์ นิยมทอผ้าซิ่น ผ้าตัดเสื้อ ผ้าโสร่ง ผ้าขาวม้า ลวดลายที่นิยมทอ เช่น ลายคดกริช ลายตาหมากรุก ลายดอกจิก ลายดอกพิกุล ลายดอกราชวัตร ลายลูกแก้ว ลายดอกชุบ เป็นต้น
                การนุ่งซิ่นและห่มสไบเป็นการแต่งกายที่แพร่หลายในกลุ่มผู้หญิงชาวเหนือแทบทุกกลุ่ม แต่รูปแบบของซิ่นจะแตกต่างกันตามคตินิยมของแต่ละกลุ่ม เช่น ชาวไทลื้อในบริเวณจังหวัดเชียงราย พะเยา และน่าน โดยเฉพาะกลุ่มไทลื้อ จังหวัดน่าน มีแบบแผนการทอผ้าซิ่นและการสร้างลวดลายที่สำคัญ ๓ ประเภท คือ
     ๑. ลายล้วงหรือเกาะ คือ การสร้างลายด้วยวิธีล้วงด้วยมือ คือใช้เส้นด้ายสีต่างๆ สอดลงไปในเส้นด้ายยืนตามจังหวะที่กำหนดให้เป็นลายคล้ายการสานขัด จากนั้นจะใช้ฟืมกระแทกเส้นด้ายให้สนิทเป็นเนื้อเดียวกัน ผ้าลายล้วงที่มีชือเสียงคือ ผ้าลายน้ำไหล หรือ ผ้าลายน้ำไหลเมืองน่าน ซึ่งเกิดจากการล้วงให้ลายต่อกันเป็นทางยาว เว้นระยะเป็นช่วงๆ คล้ายคลื่น นอกจากผ้าลายล้วงยังมีลายอื่นๆ ที่เรียกชื่อตามลักษณะลาย เช่น ลายใบมีด หรือลายมีดโกน เป็นลายที่เกิดจากการล้วงสอดสีด้ายหลายๆ สีให้ห่างกันเป็นช่วงๆ เหมือนใบมีดบางๆ ลายจรวดมีลักษณะคล้ายจรวดกำลังพุ่ง ลายน้ำไหลสายรุ้งเป็นลายที่พัฒนามาจากลายน้ำไหลโดยคั่นด้วยการสอดสี ลายไส้ปลา เป็นลายที่มีหลายสีคล้ายสีรุ้ง แล้วคั่นด้วยการเก็บมุกชนิดต่างๆ เช่น มุกลายดอกหมาก มุกข้าวลีบ ลายกำปุ้งหรือลายแมงมุม พัฒนาจากการนำลายน้ำไหลมาต่อกันตรงกลาง เติมลายเล็กๆ โดยรอบเป็นขาคล้ายแมงมุม ต่อมาพัฒนาเป็นลายอื่นๆ ได้อีกมาก เช่น ลายดอกไม้ ลายปู ลวดลายที่เกิดขึ้นนี้ล้วนมาจากกรรมวิธีในการล้วงทั้งสิ้น หากแต่ละลายจะดัดแปลงปสมกับกรรมวิธีอื่นเพื่อให้ได้ลวดลายที่ต่างกันออกไป
       ๒.ลายเก็บมุก คือ การสร้างลวดลายด้วยการทอคล้ายกับการเก็บขิดของอีสาน ไม่ได้ล้วงด้วยมือ แต่จะเก็บลายด้วยไม้ไผ่เหลากลมปลายไม่แหลม เมื่อเก็บลายเสร็จแล้วจะสอดเส้นด้ายด้วยไม้เก็บลายชนิดต่างๆ ตามแม่ลายที่จะเก็บ ลายชนิดนี้เรียกชื่อต่างกันไปตามความนิยมท้องถิ่น
        ๓.ลายคาดก่าน หรือ มัดก่าน คือการสร้างลวดลายที่ใช้กรรมวิธีเช่นเดียวกับลายมัดหมี่ การคาด(มัด) ก่อนย้อมจะเป็นตัวกำหนดขนาดของลาย คล้ายลายมัดหมี่ ลายคาดก่านมักประดิษฐ์เป็นลวดลายเล็กๆ ไม่พัฒนาลวดลายเหมือนลายน้ำไหล
       1.2.2 วิธีการเลี้ยงไหม
1. การเลี้ยงไหม 
       เส้นใยที่นำออกมาทอเป็นผ้าไหมนั้นได้มาจากใยที่ห่อหุ้มดักแด้ที่เรียกว่า รังไหมซึ่งรังไหมนี้ก็คือ ช่วงชีวิตหนึ่งของผีเสื้อกลุ่ม Lepidoptera ที่อยู่ในวงศ์ Bombycidae สำหรับไหมที่ใช้เลี้ยงเพื่อผลิตเส้นใยมีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bombyx Mori
   
    ผีเสื้อไหม
        ตัวผีเสื้อจะมีปี 2 ปี สีขาวปนเทาไม่มีปากแต่มีรอยเหมือนปาก ผีเสื้อตัวเมียมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้ บินไกลไม่ได้ ลักษณะการบินเหมือนการกระโดดไกลๆอายุของผีเสื้อไหมมีช่วงเวลาที่สั้นมากภายหลังการผสมพันธุ์และออกไข่แล้วผีเสื้อไหมจะตายรวมเวลาแล้วประมาณ 2-3 วัน
         ผีเสื้อไหม Bombyx Mori หลังจากที่ได้รับการผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่ประมาณ 250-500 ฟอง  แต่แม่พันธุ์1ตัวทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพันธุ์ของผีเสื้อ    
         ตัวหนอนไหม
         ตัวหนอนวัยที่  1-2  ไข่ไหมจะฟักออกมาเป็นตัวหนอนเล็กๆกินใบหมอนหั่นฝอยละเอียดอยู่ประมาณ 3-4 วัน จากนั้นจะลอกคราบเพื่อให้ลำตัวยาวโตขึ้น หลังจากการลอกคราบแล้วตัวหนอนไหมจะนอนเหยียดตรง นิ่ง ไม่กินอาหารเป็นเวลา1วัน1คืน เรียกว่า ไหมนอนเมื่อครบกำหนดจึงกินอาหารต่อเป็นหนอนระยะที่สอง ประมาณ2-3วัน แล้วลอกคราบอีกครั้ง จากนั้นจะนอนต่อ 1 วัน 1 คืน เมื่อตื่นมาก็จะเป็นหนอนระยะที่สาม
         ตัวหนอนวัยที่ 3 หนอนวัยนี้จะสามารถกินใบหม่อนทั้งใบไม่ต้องหั่นฝอยระยะนี้ใช้เวลา 3-4 วันหลังจากนั้นจะลอกคราบนอน 1 วัน 1 คืน แล้วจะเข้าสู่ระยะที่สี่
         ตัวหนอนระยะที่ 4 นี่จะกินอาหารจำนวนมากโตเร็วใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน  แล้วจะลอกคราบครั้งสุดท้ายเพื่อเข้าสู่ระยะที่  5 ซึ่งเป็นระยะสุดท้ายใช้เวลาประมาณ  7-8  วันเป็นระยะที่หนอนไหมกินใบหมอนมาก     
         เมื่อโตเต็มที่แล้วจะมีต่อมไหมเกิดขึ้นภายในตัวไหม ทำให้ตัวหนอนไหมมีสีเหลืองเรียกว่า ไหมสุกตัวไหมสุกจะมีลำตัวสั้นและเล็กลงเล็กน้อย ตัวโตใสและหยุดกินใบหมอนเริ่มชูหัวส่ายหาที่ทำรัง
          ตัวหนอนไหมที่สุกเต็มที่จะถูกเก็บรักษาเข้า จ่อเพื่อชักใยทำรังเป็น รังไหมที่เรานำมาสาวเส้นใย นำไปทอเป็นผ้าไหมนั่นเอง
          รังไหม
          รังไหมมีลักษณะกลมรี มีทั้งสีขาวและสีเหลืองขึ้นอยู่กับพันธุ์ของรังไหม รังไหมประกอบไปด้วย เส้นใยคือโปรตีนที่แข็งตัวซึ่งตัวไหมหลั่งออกมาจากต่อมที่ศีรษะเรียกว่า Fibroin และมีโปรตีนที่ช่วยยึดให้ติดกันเป็นรังไหมที่เรียกว่า Serricin    
          ตัวหนอนไหมจะเริ่มชักใยจากข้างนอนเข้าหาตัวเป็นรูปตัววี ตรงกลางคอดเล็กน้อย ใยไหมนี้จะขับออกมาจากต่อมที่ศีรษะสองต่อม ก่อนชักใยไหมตัวหนอนไหมจะงอตัวเองเข้าเป็นรูปเกือกม้า แล้วยกศีรษะส่ายไปมาเป็นรูปเลข8 จะชักใยออกมาครั้งแรกค่อนข้างยุ่งแล้วค่อยๆเรียงเป็นระเบียบขึ้นทุกที ไหมจะชักใยออกมาทีละสองเส้นพร้อมกัน ยึดติดกันเป็นเส้นเดียวกันโดยขี้ผึ้งหรือ Serricin ที่หุ้มเส้นใยแต่ละเส้น เมื่อแข็งตัวจะยึดติดกันแน่นดูเป็นเส้นเดียวหนอนไหมจะชักใยทำรังเสร็จภายใน 24-72 ชั่วโมง แล้วจะหยุดพัก มีการเปลี่ยนแปลงทางชีววิทยาภายใน หนังเปลือกนอนของตัวหนอนจะแข็งแรงและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดูเหมือนไม่มีชีวิต เรียกว่า ดักแด้ตัวดักแด้นี้จะนอนอยู่ในรัง 10-12 วัน แล้วลอกคราบพัฒนาตัวเองอีกครั้งกลายเป็นผีเสื้ออยู่ภายในรัง เมื่อพร้อมก็จะพ่นน้ำลายซึ่งมีฤทธิ์เป็นด่างละลายเจาะรังไหมออกมาสู่โลกภายนอก        
 2. การสาวเส้นไหม
            1.  ต้มน้ำให้ร้อนประมาณ 70-80 C แล้วใส่รังไหมลงไปประมาณ 40-50รังเพื่อให้ความร้อนจากน้ำช่วยละลาย Serricin (โปรตีน) ที่ยึดเส้นไหม
           2.  ใช้ไม่พายเล็กแกว่งตรงกลางเป็นแฉกคนรังไหมกดรังไหมให้จมน้ำเสียก่อน   
          3. เมื่อรังไหมลอยขึ้นจึงค่อยๆตะล่อมให้รวมกันแล้วต่อยๆดึงเส้นใยไหมออกมาจะได้เส้นใยไหมซึ่งมีขนาดเล็กมากรวมเส้นใยไหมหลายๆเส้นรวมกัน
          4. ดึงเส้นไหม โดยให้เส้นไหมลอดออกมาตามแฉกไม้ ซึ่งจะทำให้ได้เส้นไหมที่สม่ำเสมอและรังไหมไม่ไต่ตามมากับเส้นไหม เส้นไหมที่สาวได้ จะผ่านไม้หีบขึ้นไปร้อยกันรอกที่แขวนหรือ พวงสาวที่ยึดติดกับปากหม้อ แล้วดึงเส้นไหมใส่กระบุง      
          5. คอยเติมรังไหมใหม่ลงไปในหม้อต้มเป็นระยะๆ
          6. รังไหมจะถูกสาวจนหมดรังเหลือดักแด้จมลงก้นหม้อแล้วจึงตักดักแด้ออก
3. เส้นไหม
          ไหมหนึ่งหรือไหมน้อย คือเส้นไหมที่ได้จากการที่สาวไหมชั้นนอกออกไว้ต่างหาก แล้วแยกรังไหมออกเพื่อนำมาต้มสาวเป็นครั้งที่2 จะได้เส้นเล็กละเอียดมีขนาดสม่ำเสมอ ไม่มีปุ่มปมเป็นไหมที่สวยงามและมีคุณภาพดีนิยมใช้ทำเป็นเส้นยืน
          ไหมสอง หรือไหมกลาง คือเส้นไหมที่สาวเอาไหมชั้นนอกออกแล้วแทนที่จะแยกให้อยู่คนละพวก กลับสาวไปเรื่อยๆพอรังไหมใกล้หมดก็เติมรังไหมเข้าไปอีก แล้วสาวไปเรื่อยๆซึ่งจะได้เส้นไหมขนาดโต อาจมีปุ่มปนบ้าง นิยมใช้เป็นเส้นพุ่งในการทอ
          ไหมสามหรือไหมใหญ่ คือเส้นไหมที่สาวออกมาจากรังไหมครั้งแรก เป็นการเอาเฉพาะเปลือก และพักยกรังไหมเอาไว้เส้นไหมจะแข็ง เส้นใหญ่และหยาบ ถ้านำไปทอจะได้ผ้าชนิดหนา

4. การเตรียมเส้นไหม
          ไน  เป็นเครื่องมือสำหรับกรอเส้นไหมเข้าหลอด ลักษณะเป็นวงล้อทำด้วยไม้ไผ่หรือหวาย ระหว่าล้อและแกนหลอดมีเชือกฟูกโยง เมื่อหมุนวงล้อ ก็จะทำให้แกนหมุนไปด้วย
          ระวิง เป็นเครื่องมือปั่นไหม มีลักษณะเหมือนกังหัน 2 ดอก ทำด้วยไม้หรือไม้ไผ่เหลาแบนๆดอกละ3อันระหว่างกังหันทั้ง2มีแกนและเส้นด้ายหรือไนล่อนผูกโยงสำหรับรองรับเข็ดไหม
          ระวิงใช้คู่กับไน   เมื่อต้องการกรอเส้นไหมยืนเส้นไหมพุ่งเข้าหลอดโดยจะสวมหลอดเข้ากับแกนไน แล้วนำเข็นไหมที่ต้องการกรอ เข้าสวมระวิง แล้วดึงเส้นไหมจากเข็ดไหมที่ต้องการกรอ เข้าสวมที่ระวิง แล้วดึงเส้นไหมจากเข็นนั้นผูกติดกับหลอดค้นหรือหลอดพุ่ง เมื่อหมุนวงล้อของไนแกนหลอดจะหมุนทำให้หลอดค้นหรือ ลอดพุ่งที่สวมติดอยู่หมุนดึงเส้นไหมจากระวิงพันติดไปกับหลอดนั้นด้วย โดยกระวิงจะหมุนตามช่วยคลายเส้นไหม ทำให้เส้นไหมไม่พันกัน
              1.2.3 วิธีการทอผ้าไหม
วิธีการทอผ้า
ปัจจุบัน ถึงแม้ว่ายังไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดบ่งบอกถึงต้นกำเนิดของการ ทอผ้า แต่ก็สามารถเทียบเคียงกับหลักฐานอื่น ๆ ซึ่งมีความคล้ายคลึงกันโดยมีเหตุผลหลายอย่างสนับสนุนแนวคิดที่ว่า การทอผ้ามีวิวัฒนาการมาจากการทำเชือก ทอเสื่อและการจักสาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งลายเชือกทาบที่ปรากฎ ร่องรอยให้เห็นบนภาชนะดินเผา ซึ่งพบเป็นจำนวนมากตามแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์สมัยหินใหม่เรื่อยมาจนถึงแหล่งโบราณคดีสมัยประวัติศาสตร์ ด้วยเหตุนี้เอง จึงกล่าวได้ว่าการทอผ้าเป็นงานหัตถกรรมที่เก่าแก่ที่สุด ในโลกงานหนึ่ง หลักของการทอผ้า ก็คือการทำให้เส้นด้ายสองกลุ่มขัดกัน โดยทั้งสอง พวกตั้งฉากกัน เส้นด้ายกลุ่มหนึ่งเรียกว่าด้ายยืน และอีกกลุ่มหนึ่งเรียกว่า ด้ายพุ่ง ลักษณะของการขัดกันของด้ายพุ่งและด้ายยืน จะขัดกันแบบธรรมดาที่เรียกว่าลายขัดหรืออาจจะเพิ่มเทคนิคพิเศษเพื่อให้ผ้ามีลวดลายสีสันที่สวยงามแปลกตา
ขั้นตอนในการทอผ้า
1. สืบเส้นด้ายยืนเข้ากับแกนม้วนด้ายยืน และร้อยปลายด้ายแต่ละเส้นเข้าในตะ กอแต่ละชุดและฟันหวีดึงปลายเส้นด้ายยืนทั้งหมดม้วนเข้ากับแกนม้วนผ้าอีกด้านหนึ่ง ปรับความตึงหย่อนให้พอเหมาะกรอด้ายเข้ากระสวยเพื่อใช้เป็นด้ายพุ่ง
2. เริ่มการทอโดยกดเครื่องแยกหมู่ตะกอ เส้นด้ายยืนชุดที่ 1 จะถูกแยก ออกและเกิดช่องว่าง สอดกระสวยด้ายพุ่งผ่านสลับตะกอชุดที่ 1 ยกตะกอชุดที่ 2 สอดกระสวยด้ายพุ่งกลับ ทำสลับกันไปเรื่อย ๆ
3. การกระทบฟันหวี (ฟืม) เมื่อสอดกระสวยด้ายพุ่งกลับก็จะกระทบฟันหวี เพื่อให้ด้ายพุ่งแนบติดกัน ได้เนื้อผ้าที่แน่นหนา
4. การเก็บหรือม้วนผ้า เมื่อทอผ้าได้พอประมาณแล้วก็จะม้วนเก็บในแกนม้วนผ้า โดยผ่อนแกนด้ายยืนให้คลายออกและปรับความตึงหย่อนใหม่ ให้พอเหมาะ
การทอผ้าพื้น
เป็นการใช้หลักการทอผ้าเบื้องต้น ที่นำเอาด้ายเส้ยยืนและด้ายเส้นพุ่งมาขัดกัน เพื่อให้เกิดเป็นผืนผ้า โดยด้ายเส้นพุ่งและเส้นยืนอาจเป็นด้ายสีเดียวกัน หรือต่างสีกัน หรือนำเอาเส้นด้ายที่เป็นดิ้นเงินหรือดิ้นทองมาทอควบด้าย เพื่อให้ผ้า มีความมันระยับ สวยงามยิ่งขึ้น
เทคนิคพิเศษที่ใช้ในการทอผ้า 
การขิด
ขิด หมายถึง กรรมวิธีในการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ ขึ้นมา โดยวิธีการเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษในระหว่างการ ทอ เพื่อให้เกิดลวดลายที่โดดเด่นกว่าสีพื้น วิธีการทำคือ ใช้ไม้เขี่ยหรือสะกิด เพื่อช้อนเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งไปตามแนวที่ถูกจัดช้อน จังหวะการสอดเส้นด้ายพุ่งนี่เอง ที่ทำให้เกิดเป็นลวดลายต่าง ๆ
การจก 
เป็นเทคนิคการทอผ้าเพื่อให้เกิดลวดลายต่างๆ โดยเพิ่มเส้นด้ายพุ่งพิเศษสอดขึ้นลง วิธีการคือ ใช้ขนเม่น ไม้ หรือนิ้ว สอดเส้นด้ายยืนขึ้น แล้วสอดเส้นด้ายพุ่งพิเศษเข้าไป ซึ่งจะทำให้เกิดเป็นลวดลายเป็นช่วง ๆ สามารถทำสลับสีลวดลายได้
หลากสี ซึ่งจะแตกต่างจากการขิดตรงที่ขิดที่เป็นการใช้เส้นด้ายพุ่งพิเศษเพียงสีเดียว การทอผ้าวิธีจกใช้เวลานานมากมักทำ เป็นผืนผ้าหน้าแคบใช้ต่อกับตัวซิ่น เรียกว่า ซิ่นตีนจก
การทอมัดหมี่
ผ้ามัดหมี่มีกรรมวิธีการทอผ้าที่ใช้เทคนิคการมัดและการย้อม เริ่มจากนำเส้นด้ายหรือไหมมาย้อมสีแล้วมัดบริเวณที่ ต้องการเก็บไว้ เมื่อนำไปย้อมสีอื่น จะได้ไม่ติดสี เพียงซึมเข้ามาบางส่วนโดยย้อมเรียงลำดับจากสีอ่อนไปหาสีเข้มจนครบตามลวดลายที่กำหนดหลังจากนั้นจึงนำด้ายกรอเข้าหลอดตามลำดับ แล้วนำไปทอจะเกิดลวดลายบนผืนผ้าที่มีลักษณะคลาด เคลื่อนเหลื่อมล้ำ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของมัดหมี่การทอผ้าชนิดนี้จึงต้องอาศัยความชำนาญในการมัดย้อมและทอเป็น อย่างมาก ผ้ามัดหมี่มีอยู่หลายชนิด ได้แก่
1. มัดหมี่เส้นพุ่ง
2. มัดหมี่เส้นยืน
3. มัดหมี่เส้นยืนและเส้นพุ่ง

บทที่  5
สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ

                รายงาน เรื่อง การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ  ผู้ศึกษาสามารถสรุปและอภิปรายผลการดำเนินการ ดังนี้

สรุป
                การจัดทำรายงาน เรื่อง การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ  สามารถสรุปได้ ดังนี้
                                จากการศึกษาการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ ผ้าไหมไทยเป็นสิ่งที่คนไทยทุกคนนั้นรู้จักเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านของชาติไทย การนำไหมไทยมาเป็นมาส่งเสริมให้เป็นที่รู้จักของคนทั่วไป ซึ่งเป็นการส่งเสริมและการพัฒนาอาชีพและเป็นการสร้างรายได้ในแก่คนในชุมชน เมื่อไทยมีการส่งเสริมการทอผ้าไหมไทยออกจำหน่ายสู้ต่างประเทศ ถือว่าเป็นการส่งเสริมเศรษฐกิจให้กับตลาดทางการค้าของประเทศไทยให้มีความเจริญและความมั่นคงมากขึ้น เมื่อผ้าไหมไทยกลายเป็นสินค้าทางเศรษฐกิจประชาชนมีรายได้ไม่ต้องออกไปหางานทำต่างจังหวัดในเมืองใหญ่ ทำให้ครอบครัวสามารถอยู่ด้วยกัน และแหล่งการทอผ้าไหมไทยยังเป็นศูนย์การเรียนรู้การอนุรักษ์ สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ที่สนใจในเรื่องของผ้าไหมไทย ได้เข้ามาศึกษาเพื่อนำความรู้นำไปต่อยอด นำไปประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง การรวบรวมเนื้อหาสาระสำคัญเพื่อมานำเสนอหรือนำมาเผยแพร่ให้คนทั่วไป คนที่สนใจในเรื่องของผ้าไหมไทยได้นำมาศึกษากันอย่างถ่องแท้ เป็นองค์ความรู้ที่มีประโยชน์ต่อคนรุ่นหลังที่มีความสนใจ ที่ต้องการหาความรู้มาพัฒนาตนเอง ผู้อื่น และสังคม และในการทำธุรกิจก็ย่อมต้องมาการศึกษาในเรื่องของคู่แข่งทางการค้าของการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญที่ต้องศึกษาก่อนการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้มีความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด และในทางตรงกันข้ามเป็นการลดความเสี่ยงในการลงทุนทางเศรษฐกิจ เพื่อให้การลงทุนทางธุรกิจมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างเหมาะสมตามเป้าหมาย ถือว่าเป็นหลักประกันถึงความมั่งคงในการลงทุนของตลาดโลก

                                                               



อภิปรายผล
                การจัดทำรายงาน เรื่อง  การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ  สามารถอภิปรายผลได้ ดังนี้
                               
การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศนั้นเป็นการสร้างอาชีพและเป็นธุรกิจทางเศรษฐกิจที่สำคัญอีกอย่างหนึ่ง  การศึกษาเป็นการบ่งบอกให้เห็นถึงภูมิปัญญาของคนรุ่นหลังที่มีความรู้ความสามารถและมีความประณีตในการทอลวดลายที่สวยงามจนทำให้มีผู้คนให้ความสนใจจนเกิดเป็นเศรษฐกิจ ทำให้มีรายได้ในครอบครัว  แหล่งการทอผ้าไหมไทยยังเป็นศูนย์การเรียนรู้การอนุรักษ์ สร้างความรู้ความเข้าใจให้กับผู้ที่สนใจในเรื่องของผ้าไหมไทย เป็นแหล่งการให้ความรู้แก่ผู้ที่มีความสนใจ หรือคนรุ่นหลังที่ต้องการจะศึกษาค้นคว้าหาความรู้ ซึ่งว่าเป็นอีกแหล่งที่มีความสำคัญอย่างมากเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ที่ได้เห็นสามารถจับต้องได้ และมีความใกล้ชิด ในการทำธุรกิจก็ย่อมต้องมาการศึกษาในเรื่องของคู่แข่งทางการค้าของการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ ซึ่งเป็นหลักที่สำคัญที่ต้องศึกษาก่อนการวางแผนกลยุทธ์ทางการตลาดเพื่อให้มีความสำเร็จบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนด

ข้อเสนอแนะ
                การจัดทำรายงาน เรื่อง การส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศ  มีข้อเสนอแนะดังนี้ ดังนี้
1.             ควรหาข้อมูลเกี่ยวกับการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประเทศอย่างละเอียด
2.             ควรศึกษาเกี่ยวกับผ้าไหมไทยให้มากๆ
3.             ทำการศึกษาเกี่ยวกับการส่งออกผ้าไหมไทยสู่ต่างประทศอย่างเป็นระบบระเรียบ



  
บรรณานุกรม

มงคล หลิน.2541. .สำนักพิมพ์ DDTHAI , กรุงเทพฯ,หัตถกรรมผ้าไหมไทย.ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. 2543
: กรุงเทพฯ. 2554.
ผ่องศรี แก้วนูแสน ,(2545), ผลิตภัณฑ์พื้นบ้าน,ชมรมพื้นบ้าน. สำนักพิมพ์ นานมีบุ๊ค : พิมพ์ครั้งที่ 10 .                                      ราชบัณฑิตยสถาน. พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พุทธศักราช 2542. กรุงเทพฯ
การศึกษาพฤติกรรมการซื้อผ้าไหมของผู้บริโภค  (http://kucon.lib.ku.ac.th/Fulltext/KC5015003.pdf )
การศึกษาวิเคราะห์ผ้ามัดหมี่อำเภอนาโพธิ์ (http://ir.swu.ac.th/xmlui/handle/123456789/3764?show=full)
การออกแบบและพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอจากผ้าไหมไทยสุรินทร์
AEC กับการส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มของไทย (http://www.thai-aec.com/741)